posttoday
โละบอร์ดสายการเมืองกู้วิกฤตรัฐวิสาหกิจ

โละบอร์ดสายการเมืองกู้วิกฤตรัฐวิสาหกิจ

13 พฤษภาคม 2557

ปัญหาการเมืองทำให้รัฐบาลรักษาการมีความยากลำบากที่จะกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ปัญหาการเมืองทำให้รัฐบาลรักษาการมีความยากลำบากที่จะกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง และอาจกลายเป็นผลสะเทือนที่ทำให้คนใกล้ชิดฝ่ายการเมืองที่เข้าไปเป็นกรรมการและผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจของไทยแห่งต่างๆ อาจจะต้องถูกปรับออก หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามา

การปรับเปลี่ยนกรรมการและผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจที่เป็นคนของฝ่ายการเมือง ส่วนหนึ่งเพื่อให้การประสานงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือ เพื่อหาประโยชน์จากขุมทรัพย์ในรัฐวิสาหกิจต่างๆ

สาเหตุที่รัฐวิสาหกิจไทยเนื้อหอมเป็นที่รุมตอมจากฝ่ายการเมือง เพราะเมื่อดูรายงานของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะพบว่ารัฐวิสาหกิจไทย 55 แห่ง มีสินทรัพย์ถึง 11 ล้านล้านบาท มีรายได้รวมกัน 3.94 ล้านล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 2.53 แสนล้านบาท เทียบกับเอกชนแล้ว ต้องถือว่ารัฐวิสาหกิจไทยยังมีการดำเนินการที่ให้ผลตอบแทนต่ำเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่

แต่สำหรับฝ่ายการเมือง สินทรัพย์ รายได้ และกำไร กลับกลายเป็นขุนทรัพย์กองใหญ่ แต่ละปีรัฐวิสาหกิจมีงบลงทุนปีละ 34 แสนล้านบาท ที่กลุ่มทุนใกล้ชิดการเมืองจับจ้องตาไม่กะพริบ โดยมีกรรมการผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ผลักดันสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับฝ่ายการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในด้านกลับกัน การตั้งคนฝ่ายการเมืองเข้ามากุมนโยบายและคุมฝ่ายบริหารได้ทำให้รัฐวิสาหกิจของไทยอ่อนแอลงเรื่อยๆ ที่เคยแข็งแรงก็อ่อนแอ ที่อ่อนแอก็จะมีปัญหา และที่มีปัญหาก็แก้ไขฟื้นฟูให้กลับมาได้ยาก

เห็นได้ชัดคือ ธนาคารกรุงไทย ที่ฝ่ายการเมืองส่งคนใกล้ชิดทั้งข้าราชการและคนนอกเข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริหารธนาคาร ปรากฏว่าผลการดำเนินงานของธนาคารกรุงไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปี 2556 มีกำไร 5,469 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่เสียภาษีถึง 7,863 ล้านบาท ผลประกอบการของธนาคารกรุงไทยยังตกลงเมื่อเทียบกับแบงก์ใหญ่ขนาดเดียวกันด้วย

บริษัท การบินไทย เป็นอีกตัวอย่างที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานหาผลประโยชน์จนองค์กรมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ บริษัท การบินไทย มีปัญหาการดำเนินงานถึงขั้นขาดสภาพคล่อง ต้องขอวงเงินกู้ฉุกเฉินจากกระทรวงการคลัง หลังจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาก็ปรับเปลี่ยนกรรมการฝ่ายการเมืองเดิม มีการสรรหาเอ็มดีมืออาชีพเข้าไปบริหาร พลิกฟื้นการบินไทยจากขาดทุนจนกลับมามีกำไร

แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการส่งคนการเมืองเข้าไปเป็นกรรมการ มีการเลิกจ้างผู้บริหารที่ทำกำไร คัดสรรผู้บริหารคนใหม่ที่เป็นคนใกล้ชิดรัฐบาลแต่ไม่มีความสามารถ การบินไทยจึงตกอยู่ในภาวะลำบาก ขาดทุนจำนวนมากอีกครั้ง สะท้อนว่าฝ่ายการเมืองคิดแต่ส่งคนใกล้ชิดเข้าไปเป็นกรรมการและผู้บริหาร โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจหรือประเทศ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็จะเป็นอย่างที่เห็น

ยังมีบริษัท ปตท. ที่เป็นขุมทรัพย์แสนล้านของนายทุนนักการเมือง เพราะเป็นธุรกิจผูกขาดมีรายได้นับล้านล้านบาทต่อปี มีงบลงทุนโครงการต่างๆ ปีละหลายหมื่นล้านบาท ที่กลุ่มทุนการเมืองต้องเข้าไปประมูลหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการลงทุนต่างๆ แต่บริษัท ปตท. ยังยืนอยู่ได้อย่างแข็งแรงกว่ารัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เพราะเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด คู่แข่งน้อยและอ่อนแรงไปมาก

สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เป็นอีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความเสียหายที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปนั่งกุมอำนาจและหาผลประโยชน์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) รัฐบาลชุดปัจจุบันส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ รวมทั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ แต่ปรากฏว่าทำให้ไอแบงก์เกิดความเสียหายจำนวนมากและอย่างรวดเร็ว มีหนี้เสียถึง 2.4 หมื่นล้านบาท เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำจนขยายสินเชื่อไม่ได้ ทำให้ผู้ฝากเงินไม่เชื่อมั่นถอนหนีออกไปจำนวนมาก ที่สำคัญ ผู้บริหารที่ถูกส่งเข้าไปยังไปขัดแย้งกับผู้บริหารเดิม จนแบงก์แทบจะทำงานต่อไปไม่ได้ สุดท้ายคนของฝ่ายการเมืองก็ลาออก ทิ้งความเสียหายไว้กับแบงก์จำนวนมากจนแก้ไม่ได้ถึงวันนี้

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ก็เป็นขุมทรัพย์ของนักการเมืองที่คุมกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง ส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการ ซึ่งมีความเข้ากันไม่ได้อยู่เรื่อยมา ผู้บริหารที่ถูกส่งเข้ามาก็ล้วนมีหน้าที่มากลบของเก่าที่นักการเมืองทำเสียไว้ไม่ให้โผล่ขึ้นมา เอสเอ็มอีแบงก์จึงกลายเป็นแบงก์ที่จมอยู่กับกองหนี้เสีย เพราะของเก่าแก้ไม่ได้ ของใหม่ที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาหาผลประโยชน์ก็เป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดหนี้เสียของธนาคารเพิ่มสูงไปถึง 3.9 หมื่นล้านบาท หรือ 40% ของสินเชื่อทั้งหมด

หรือแม้แต่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ที่เป็นแบงก์รัฐและฐานะดี แต่เมื่อเจอกรรมการและผู้บริหารที่รัฐบาลส่งเข้าไป เพื่อให้เป็นแขนขา โดยเฉพาะการผลักดันโครงการจำนำข้าว ทำให้ธนาคารทั้งสองแห่งมีปัญหา ในส่วนของ ธ.ก.ส.ถูกดูดสภาพคล่องไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวแทบหมดตัว ขณะที่ธนาคารออมสินก็มีปัญหาไปปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ให้ ธ.ก.ส.จ่ายหนี้จำนำข้าวให้กับชาวนา จนผู้ฝากเงินไม่พอใจถอนเงินออกจากธนาคารจำนวนหลายหมื่นล้านบาท การดำเนินการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเช่นนี้ หากไม่ได้กรรมการและผู้บริหารสายตรงจากฝ่ายการเมืองไม่มีทางทำได้

กรณีทั้งหมดเป็นภาพสะท้อนจากกระจกบานใหญ่ ที่การเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานและหาผลประโยชน์โดยการส่งคนของตัวเองเข้าไปดูแล ทำให้รัฐวิสาหกิจเกือบทุกแห่งได้รับความเสียหาย และประเทศชาติต้องเสียโอกาสไปอย่างประเมินค่าไม่ได้ การแก้ปัญหาทำได้อย่างเดียวคือ การโละคนฝ่ายการเมืองที่ไม่มีความรู้ความสามารถบริหารองค์กรออกไป และส่งคนที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหาร

เรื่องนี้คงต้องวัดใจรัฐบาลใหม่ว่าจะสลัดผลประโยชน์ทางการเมืองและส่วนตัว เพื่อฟื้นวิกฤตรัฐวิสาหกิจ หรือจะยังหอมหวานกับผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ โดยการส่งคนเข้าไปนั่งคุมนั่งบริหาร รัฐวิสาหกิจก็ต้องอยู่ในภาวะมืดมนต่อไป

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน