posttoday
มือโค่นยิ่งลักษณ์ กางแผนลุยปิดเกมรัฐบาล

มือโค่นยิ่งลักษณ์ กางแผนลุยปิดเกมรัฐบาล

11 พฤษภาคม 2557

คำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” กลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ต่างอะไรกับฟ้าผ่า

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย - สุภชาติ เล็บนาค

คำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” กลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ต่างอะไรกับฟ้าผ่ากลางอกของรัฐบาล แต่อีกด้านหนึ่งได้นำมาซึ่งเสียงไชโยโห่ร้องของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลอย่างกลุ่ม กปปส. เพราะการสิ้นสภาพนายกฯ ไปของยิ่งลักษณ์ไม่ต่างอะไรกับชัยชนะที่กลุ่ม กปปส.ได้มาครึ่งทาง

หนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องหมดสภาพ คือ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” สว.สรรหา ซึ่งเป็นผู้นำคดีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ไพบูลย์บอกกับโพสต์ทูเดย์ถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาว่า “สำหรับผมคิดว่าเกินคาด เพราะการที่ศาลไปมองว่าให้ ครม.ที่ร่วมประชุมในวันที่ 6 ก.ย. 2554 ร่วมรับผิดด้วย ถือเป็นการวางหลักการและบรรทัดฐานในเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันของ ครม. ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปรัฐมนตรีจะไปเห็นชอบอะไรต่างๆ ตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องมีการทักท้วงกันเพื่อให้ความรอบคอบ”

“ศาลรัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยนะ คือทุกคนอิสระและแสดงความคิดเห็นเต็มที่ก่อนลงมติอย่างเปิดเผย แต่ระบบ ครม.กลับไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะประชุมก็ปิดเงียบ อุ๊บอิ๊บ ไม่เปิดเผย ขาดความโปร่งใส มติก็มีแต่พวกมากลากไป และบางทีก็บอกว่างานนี้ของเรา งานนี้ของฉัน กลายเป็นการแบ่งเค้ก และมาอ้างเรื่องนี้มีมติ ครม.แล้วไม่ต้องรับผิด แต่คราวนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานเอาไว้แล้วว่าใครทำอะไรผิดโดนแน่”

สำหรับแนวทางการต่อสู้นับจากนี้ไป ไพบูลย์บอกแบบตรงไปตรงมาว่าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดรัฐบาลของประชาชนให้ได้ เพราะหากมีนายกฯ ที่มาจากประชาชนเมื่อไหร่ การปฏิรูปประเทศจะสามารถเดินหน้าได้ทันที

ไพบูลย์ลำดับถึงปัญหาของการไม่สามารถเลือกนายกฯ ตามช่องทางปกติได้จนต้องหันไปใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 3 และมาตรา 7 ว่าการตั้งนายกฯ คนใหม่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทีนี้ต้องไปดูบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่ามีหรือไม่ที่ในกรณีถ้าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มี สส. จะทำอย่างไร วุฒิสภาจะทำก็ทำไม่ได้ เพราะการเปิดประชุมจะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกา ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปัจจุบันย่อมไม่ประสงค์ให้เกิดการตั้งนายกฯ แน่นอน ดังนั้น เมื่อวุฒิสภาทำไม่ได้ก็เข้าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ที่ระบุว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

“ไปดูตามประเพณีที่มีมากว่า 80 ปีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระบวนการตั้งนายกฯ หลายรูปแบบ ซึ่งในมวลมหาประชาชนได้เรียกคืนอำนาจอธิปไตยตามมาตรา 3 แล้วก็อาจดำเนินการให้บุคคลที่เป็นผู้นำองค์กรเข้ามาพูดคุยกันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ และนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติอยู่แล้ว” สว.สรรหา กล่าว

พอถามถึงแนวความคิดที่มีมาก่อนหน้านี้ว่ามีการพยายามตีความว่าวุฒิสภาน่าจะดำเนินการเลือกนายกฯ ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) ก็ได้รับคำตอบจาก สว.ไพบูลย์ ช่องทางนี้ไม่มีทางทำได้

“มาตรา 132 (2) เป็นกรณีของการให้วุฒิสภาแต่งตั้งบุคคลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้วุฒิสภาสามารถเลือกได้ เช่น ตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือประธานและรองประธานวุฒิสภา แต่ตัวนายกฯ นั้น รัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกัน ถ้าใช้วุฒิสภาให้เลือกนายกฯ คนใหม่ก็จะต้องมี สว.เห็นด้วย ซึ่งเท่าที่ผมดูแล้ว สว.ไม่กล้าทำแน่นอน เมื่อ สว.ไม่กล้ามันก็ไปไม่ได้ เท่ากับว่าถึงทางตัน

**เมื่อตำแหน่งนายกฯ เกิดสุญญากาศขึ้นแล้ว มีตรงไหนที่บอกว่าเมื่อมีรองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ แล้วไม่ต้องตั้งนายกฯ ก็ได้ ดังนั้น เมื่อตำแหน่งนายกฯ ว่างลงก็ต้องตั้งนายกฯ เข้าไป เพราะนายกฯ เป็นตำแหน่งสำคัญ และการรักษาการของ ครม.ในกรณีไม่มีนายกฯ นั้นเขาอยู่กันแป๊บเดียว การอยู่ลากยาวของ ครม.หลายชุดที่ผ่านมาล้วนมาจากเหตุของการยุบสภาผู้แทนราษฎรและมีนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ เช่น กรณีของคุณทักษิณในปี 2549 หรือกรณีของคุณยิ่งลักษณ์ที่ยังอยู่ในตำแหน่งนายกฯ เป็นต้น เมื่อนายกฯ พ้นตำแหน่งไป ไม่มีหัวหน้ารัฐบาล ไม่ครบองค์ประกอบความเป็น ครม.จะอยู่ในตำแหน่งได้แบบชั่วคราวเท่านั้น”

กระบวนการเหล่านี้มองว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ และจะเป็นไปได้หรือไม่ถ้า ครม.ที่เหลืออยู่ยังไม่ยอมออกจากตำแหน่ง? ไพบูลย์ตอบทันทีว่า ไม่เกิน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. โดยเวลานี้ได้เริ่มกระบวนการไปแล้ว ประเทศรออีกไม่ได้ จริงๆ กระบวนการเหล่านี้ต้องมีมาก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยเหตุที่มีนายกฯ อยู่ในตำแหน่ง แต่ในเมื่อตอนนี้นายกฯ พ้นจากตำแหน่งก็เท่ากับว่ามีการเปิดทางให้เดิน

“อย่าลืมว่ารองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ในเวลานี้ก็เป็นรัฐมนตรีที่ขาดความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว เพราะนายกฯ ที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลและผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีชุดนี้มีการกระทำความผิดมากมาย ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.ก็ชี้มูลความผิดแล้ว ดังนั้น ไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองเหลืออยู่อีกที่จะรักษาการในตำแหน่งต่อไป ซึ่งการรักษาการในตอนนี้ก็เป็นเพียงการอยู่ชั่วคราวเท่านั้นในระยะสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ไพบูลย์ขยายความอีกว่า ยังไงรัฐบาลก็ไม่เอาด้วยอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อน เขาต้องการรักษาการต่อไป แต่ประเทศชาติเสียหาย เขาจะรักษาการก็รักษาการไป ประชาชนไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะถ้าประชาชนเดินหน้าตั้งนายกฯ สำเร็จเมื่อไหร่ ครม.ชุดที่รักษาการอยู่ก็จะพ้นจากตำแหน่งไปโดยอัตโนมัติ อันเป็นไปตามประเพณีการปกครอง โดยคิดว่า ครม.ชุดนี้จะอยู่ได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์

“ตำแหน่งนายกฯ มันว่างไม่ได้ เมื่อว่างลงแล้วต้องแต่งตั้งทันที จะไปอ้างหรือยืดเยื้อโดยเหตุไม่ได้ มันเหมือนกับเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่ครอบคลุมมันก็มีรองรับไว้ในมาตรา 7 อยู่แล้วก็ต้องเดินไปตามนั้น”

มองการทำตามแนวทางดังกล่าว คือ ทางเดียวที่จะทำให้ครม.ชุดนี้ออกจากตำแหน่งใช่หรือไม่หลังจากไม่มีคดีความที่จะเป็นเหตุให้ ครม.พ้นไปทั้งคณะ? คำถามนี้ได้รับคำตอบกลับมาแบบทันควัน

“ไม่ควรไปยุ่งตรงนั้นแล้ว เพราะไม่มีเวลาพอขนาดนั้นมีอยู่ทางเดียวคือ ต้องมี ครม.ชุดใหม่มาเพื่อให้ ครม.ชุดนี้พ้นจากตำแหน่งไป ครม.ชุดใหม่จะมีขึ้นมาได้เมื่อมีนายกฯคนใหม่ เพื่อแต่งตั้งนายกฯ เท่านั้นเอง อย่างแนวทางของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ขอให้ ครม.ชุดนี้ลาออกมันเป็นความคิดที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทำให้เป็นเกมที่ต้องอยู่กับเขา มันต้องไม่ใช่แบบนั้น

ปกติการตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ไม่มีใครหรอกที่จะไปถามอดีตรัฐบาล เช่น คุณยิ่งลักษณ์จะตั้ง ครม. เคยไปถามคุณอภิสิทธิ์หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มี เขาก็ว่าของเขาไปเลย พอตั้งเสร็จคุณอภิสิทธิ์ก็พ้นจากตำแหน่งไป เป็นต้น แบบนี้จะไปถามทำไม เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว”

ไพบูลย์ย้ำภาวะไร้ความชอบธรรมของรัฐบาลว่า ครม.ชุดนี้ระหว่างอยู่ในตำแหน่งได้ทำผิดกฎหมายมากมาย และเกิดความเสียหายจำนวนมาก ตัวเขาเองก็รู้ว่าความชอบธรรมในการอยู่ในตำแหน่งมันเป็นไปไม่ได้ ทำไมเราต้องไปขอไม่ให้เขาอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่เราก็เดินหน้าตั้งนายกฯ คนใหม่อย่างเดียว พอตั้ง ครม.ชุดใหม่ก็จะไปแก้ปัญหาของประเทศเลยโดยไม่ต้องสนใจ ครม.ที่กำลังรักษาการอยู่ เพราะยังไง ครม.ชุดรักษาการต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่แล้ว

“บางคนบอกว่าต้องเห็นพ้องต้องกัน แต่ผมขอถามว่าตอนคุณเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจ คุณเคยไปขอความเห็นจากขั้วการเมืองอีกขั้วหนึ่งหรือไม่ มันไม่มี มีแต่ข้างนี้แพ้มันก็ต้องไปก่อนแล้วเปลี่ยนอีกข้างขึ้นมา ทำทุจริตสร้างความเสียหายก็ต้องไปก่อนเพื่อให้อีกข้างขึ้นมา การเมืองทั่วไปในโลกรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลไหนที่บริหารประเทศเสียหายก็ต้องรับผิดชอบเว้นวรรคไป และให้อีกข้างหนึ่งขึ้นมา”

ที่สุดแล้ว สว.ไพบูลย์ ขมวดไปยังตอนจบว่า “กระบวนการที่เริ่มตั้งแต่เช้า (วันที่ 9 พ.ค.) ผมถือว่าไม่มีจบโดยไม่มีอะไร มันต้องมีนายกฯ คนใหม่แน่นอน แต่จะมีโดยรูปแบบไหนมันเป็นไปตามสถานการณ์ ถ้าทำไม่สุด ฝ่ายต่อสู้ก็จบ ถ้าไปหน่อมแน้มแบบพบกันคนละครึ่งทางก็จบ มันมีอย่างเดียวต้องทำให้เขาว่างเว้นเอาไว้ 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่งระหว่างนี้ก็เซตกติกาใหม่”

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา