
"อุกฤษ"ชี้"ปู"ยังไม่สิ้นสุดความเป็นรมต.
อุกฤษ ออกแถลงการณ์ แนะ "ยิ่งลักษณ์ -9 รมต." ยังไม่ต้องทำตามมติศาล รธน. รอจนกว่า จะมีคำวินิจกลางประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา
อุกฤษ ออกแถลงการณ์ แนะ "ยิ่งลักษณ์ -9 รมต." ยังไม่ต้องทำตามมติศาล รธน. รอจนกว่า จะมีคำวินิจกลางประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา
วันที่ 8 พ.ค. นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) อดีตประธานรัฐสภา ได้ออกแถลงการณ์ในนาม เรื่อง “แนวทางปฏิบัติภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอื่นที่ร่วมประชุมและมีมติ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามมาตรา 187 ( 7 ) ” ว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 กรณีมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา268 ประกอบมาตรา 266(2) และ (3) กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ฯ เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266(2) และ (3) ซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว และวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีอื่นที่ร่วมประชุมและมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 มีส่วนโดยอ้อม ในการก้าวก่ายและแทรกแซงอันเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีเหล่านั้นต้องสิ้นสุดเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญด้วย และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นที่ร่วมประชุมและมีมติสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่อาจที่จะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ทั้งนี้ ในส่วนรัฐมนตรีอื่นที่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมและมีมติให้แต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวให้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ นั้น
ประเด็นดังกล่าวนี้ เคยทำจดหมายเปิดผนึกต่อสาธารณชนแล้ว เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 โดยมีความเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับเรื่องดังกล่าวนี้ไว้พิจารณาตั้งแต่ต้น เพราะในเมื่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยอีก และการย้ายนายถวิลฯ เป็นการใช้อำนาจบริหารตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน มิใช่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซง และมีความเห็นต่อไปว่า ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยว่านางสาวยิ่งลักษณ์ฯ กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีผล
ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว และไม่มีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปโดยอัตโนมัติตามคำวินิจฉัย เพราะความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ฯ จะสิ้นสุดลง หรือรัฐมนตรีทั้งคณะจะพ้นจากตำแหน่ง ก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
แต่ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและมีคำวินจฉัยออกมาดังกล่าว ก็ขอเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยดังกล่าวว่าจะต้องดำเนินการหรือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไปอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ส่งเสริมให้มีการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาค และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล กับทั้งเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายของประเทศ อันจะนำไปสู่สังคมที่มีความเป็นปกติสุข ดังนี้
1. ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไปอย่างไร ในเบื้องต้นควรที่จะต้องรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคสาม ได้บัญญัติไว้ว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา” เสียก่อน
2.เมื่อคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว คณะรัฐมนตรีควรที่จะนำคำวินิจฉัยนั้นหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของคณะรัฐมนตรีว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้มีการพิจารณาและวินิจฉัยโดยเป็นไปตามหลักนิติธรรม หรือไม่ เพียงใด และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ หรือไม่ เนื่องจากตุลาการที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาและทำคำวินิจฉัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับเรื่องที่พิจารณาวินิจฉัย และที่สำคัญการพิจารณาวินิจฉัยคดีดังกล่าวได้กระทำไปโดยไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญรองรับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคหก ซึ่งการที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวตกไปทั้งฉบับ
3.ในระหว่างที่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกาศในราชกิจจานุเบกษา และรอความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งหมดอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ที่มีเจตนารมณ์ให้มีความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ให้มีช่องว่างแห่งการใช้อำนาจมหาชน
4.ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต่อไปอันเป็นการยุติบทบาทหรือยุติการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีชุดเดิมตามที่หลายฝ่ายต้องการ ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งดังกล่าวควรที่จะมีการทำประชามติไปในคราวเดียวกันว่า คณะรัฐมนตรีชุดเดิมจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
5.สำหรับประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเห็นว่าการพิจารณาวินิจฉัยคดีที่ผ่านมาของศาลรัฐธรรมนูญได้กระทำไปโดยไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญรองรับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคหก อันเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ก็สามารถเข้าชื่อกันจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน เพื่อขอให้ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่งได้ ตามมาตรา 164







