posttoday
เศรษฐกิจไม่สะเทือนยิ่งลักษณ์ ตกเก้าอี้

เศรษฐกิจไม่สะเทือนยิ่งลักษณ์ ตกเก้าอี้

08 พฤษภาคม 2557

ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เปิดเผยว่า เป็นไปได้ไหมว่าการเลือกตั้งในวันที่ 20 ก.ค.นี้ จะถูกพรรคประชาธิปัตย์บอยคอร์ต ถูก สุเทพ เทือกสุบรรณ ขัดขวางการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ ทำให้ประเมินความเสี่ยงของประเทศไทยจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีนี้เป็นไปได้สูง และความเสี่ยงจากการไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็สูงอีกเช่นกัน

ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เปิดเผยว่า เป็นไปได้ไหมว่าการเลือกตั้งในวันที่ 20 ก.ค.นี้ จะถูกพรรคประชาธิปัตย์บอยคอร์ต ถูก สุเทพ เทือกสุบรรณ ขัดขวางการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ ทำให้ประเมินความเสี่ยงของประเทศไทยจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีนี้เป็นไปได้สูง และความเสี่ยงจากการไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็สูงอีกเช่นกัน

ทั้งนี้ บล.ภัทร ประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้น่าจะโตในอัตรา 1.1% เพราะคาดการณ์ว่าตลอดปีนี้คงจะไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง มีเพียงรัฐบาลรักษาการที่แทบจะไม่มีอำนาจในการบริหาร หลังจากนี้คงจะมีการทบทวนเป้าหมายการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ด้วย ส่วนดัชนีหุ้นยังคงไว้ที่ระดับ 1,320 จุด

“เป็นเรื่องยากจะเห็นการเลือกตั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพราะดูได้จากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตัดสินว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นภายในวันเดียวได้ ถ้ามาตรฐานการจัดการเลือกตั้งไม่สำเร็จเป็นแบบนี้ เป็นไปได้ไหมว่าการเลือกตั้งในวันที่ 20 ก.ค. นี้ จะถูกพรรคประชาธิปัตย์บอยคอร์ต ถูกนายสุเทพ เทือกสุบรรณขัดขวางการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ ทำให้ประเมินความเสี่ยงของประเทศไทยจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีนี้เป็นไปได้สูง และความเสี่ยงจากการไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็สูงอีกเช่นกัน”นายศุภวุฒิ กล่าว

ดังนั้น เศรษฐกิจของประเทศที่เห็นเติบโตได้ เพราะอาศัยการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 3.5% ซึ่งการจะโตให้ได้ในอัตรานี้เป็นเรื่องท้าท้ายทำได้ยากในภาวะเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกของไทย เผชิญกับปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริโภคและนำเข้าสินค้าน้อยลง และการจะผลักดันให้ภาคส่งออกโตในระดับดังกล่าวได้ มูลค่าการส่งออกจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีจะต้องมีมูลอย่างน้อย 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เหลือคณะรัฐมนตรีเพียง 2 ใน 3 นั้น ไม่ได้ทำให้ภาพของการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไป เพราะรัฐบาลรักษาการเดิมก็กระท่อนกระแท่น ไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีกระบวนการเปลี่ยนถ่ายอำนาจการบริหารประเทศภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ในประเทศไม่ได้เปลี่ยนก็คงไม่มีข้อมูลใหม่ไปเล่าให้กับนักลงทุนต่างชาติได้ฟัง หลังจากเพิ่งเดินทางกลับจากการพบกับนักลงทุนต่างชาติในฮ่องกง ยุโรป สหรัฐอเมริกา เมื่อ 1 เดือนก่อนหน้า เพราะการเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังมีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ คงทำให้บุคคลที่เหลืออยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) คนใดคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งต้องมาดูว่าจะมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการทำงานได้มากน้อยเพียงใด โดยภาคเอกชนต้องการให้นายกรัฐมนตรีรักษาการคนใหม่เพิ่มความยืดหยุ่นในการประนีประนอมกับผู้ที่ชุมนุมคัดค้านรัฐบาล เพื่อร่วมกันหาทางออกของประเทศไทย ให้ความขัดแย้งผ่อนคลายวิกฤตลงให้มากกว่านี้

นอกจากนี้ ยังอยากให้มีการหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการเลือกตั้งตามที่ตั้งเป้าหมายไว้วันที่ 20 ก.ค.นี้ ให้ได้รัฐบาลชุดใหม่ตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อให้เป็นปัจจัยฟื้นฟูและเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนให้กลับคืนมา และเพื่อเป็นทางออกของความขัดแย้ง เท่าที่จะดำเนินการได้ตามระบอบประชาธิปไตย

ขณะที่นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า คำตัดสินของศาลไม่ผิดความคาดหมาย ซึ่งยังมีแง่ดีที่ไม่เกิดปัญหาสูญญกาศทางการเมือง ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ พยายามให้เกิดการเลือกตั้งตามกำหนด ก็จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นได้ แต่หากไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ความขัดแย้งก็อาจจะขยายตัวไปสู่ความรุนแรง ซึ่งจะซ้ำเติบเศรษฐกิจไทยให้บอบช้ำมากยิ่งขึ้น ส่วนความมั่นใจของภาคเอกชนจะลดต่ำลงหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ จะต้องรอดูคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายก่อนว่ามีท่าทีอย่างไร

อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่อยู่บอร์ดบีโอไอต้องพ้นสภาพไปด้วย คาดว่าจะไม่กระทบกับการทำงานของบอร์ด เนื่องจากผู้ที่เข้ามาเป็นนายกฯ รักษาการสามารถทำหน้าที่แทนประธานบอร์ดบีโอไอได้ ส่วนในวันที่ 8 พ.ค. ยังคงมีการประชุมอนุกรรมการบีโอไอตามปกติ โดยจะมีการพิจารณาโครงการที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนประมาณ 40 โครงการ

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ประเทศไทยไม่มีรัฐบาลตัวจริงมาบริหารประเทศ ข้าราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างเช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ต้องเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยวต่อไป โดยมุ่งการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เพราะหากไม่มีรัฐบาล แต่ประเทศไทยมีความสงบปลอดภัย เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางกลับเข้ามา

ทั้งนี้วันที่ 7 พ.ค.สทท.ได้ทำหนังสือถึง นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้นำทำหน้าที่ขับเคลื่อนการทำงานด้านการท่องเที่ยว โดยประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไทย พร้อมเป็นประธานประชุมเชิงปฎิบัติการ(เวิร์กชอป) วางแผนกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อผลักดันให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวดำเนินการได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตามหากไม่มีเวิร์กชอปเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาไทยในปีนี้เต็มที่เท่ากับปีที่ผ่านมา 26 ล้านคน ลดลง 2 ล้านคน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 28 ล้านคน รายได้ 1.17 ล้านบาท ลดลง 1.3 แสนล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.3 ล้านล้านบาท

อุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานที่ปรึกษาสายการบินโอเรียนท์ ไทย กล่าวว่า กังวลกับสถานการณ์การเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาแล้วว่ากลุ่มที่ขัดแย้งทั้งสองฝั่งจะลุกขึ้นมาทำอะไรต่อไป หากไม่รุนแรงถึงขั้นออกมาปะทะกัน การเมืองยังคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ภาคการท่องเที่ยวก็คงไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพราะผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเริ่มชินกับการเมืองไทย เพราะการเมืองที่มีการชุมนุมมีมา 78 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตามเอกชนเสียดายที่ไทยต้องเสียโอกาสสร้างรายได้ท่องเที่ยวไปเพราะการเมืองที่ผ่านมา โดยเดิมถ้าไม่มีการเมืองวุ่นวาย คนจีนเที่ยวไทยปีนี้อาจถึง 5.5 ล้านคน แต่เมื่อวุ่นวาย ก็อาจจะทำได้แค่ไม่ต่ำกว่าปีก่อน 4.7 ล้านคน เพราะตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศก็ยังไม่กล้ารุกหนักขายโปรแกรมเที่ยวไทย เนื่องจากยังไม่มั่นใจสถานการณ์ต่างๆ

นายชัชวาล ศูรางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและพัฒนาแบรนด์ เซเรนนาต้า โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กรุ๊ป กล่าวว่า แม้ศาลมีคำวินิจฉัยออกมา ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อภาคท่องเที่ยว สิ่งที่มีผลคือการชุมนุมบนท้องถนน หากยังมีการเดินชุมนุมที่เดินไปตามถนนต่างๆ ก็ยังทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่

นายทรอย แช็ปแมน กรรมกาบริหาร ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ทางการเมืองเป็นเหตุการณ์ไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทมองว่าอาจมีผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น โดยในมุมมองนักลงทุนต่างชาติยังมองเห็นโอกาสที่ดีในการทำธุรกิจในอนาคตอยู่ ซึ่งยังมั่นใจในประเทศไทยอยู่เสมอจากการที่บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 120 ปี

นายนิวัติ ลมุนพันธ์ ที่ปรึกษา บริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ กล่าวว่า ผลการตัดสินของศาลฯ จะทำให้บรรยากาศทางการเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โดยหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้นอีก และมีผู้บริหารรัฐบาลใหม่ เชื่อว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะความต้องการซื้อที่อั้นมานานกว่า 67 เดือน จะยิ่งโหมให้แรงซื้อฟื้นกลับมาเร็ว เพราะที่ผ่านมาปัจจัยทางการเมืองส่งผลกระทบต่ออสังหาฯ น้อยมาก

ขณะที่ อิสระ บุญยัง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ขณะนี้ยังต้องดูท่าทีของทั้งฝั่งสนับสนุนรัฐบาลและฝั่งต่อต้านรัฐบาลว่าจะยอมรับคำตัดสินของศาลหรือไม่ ถ้าทั้งสองฝั่งยอมรับได้ และให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการ ก็จะเป็นผลดี แต่หากไม่ยอมรับ ก็ยังเป็นสิ่งที่น่ากังวล

ทั้งนี้ เพราะผลการตัดสินใจที่ออกมาก็ยังไม่สะท้อนได้ว่าการเมืองไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร กลุ่มต่อต้านรัฐบาลจะยอมรับเพียงแค่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นสภาพนายกฯ แต่กลุ่มผู้บริหารรัฐบาลยังคงเป็นกลุ่มเดิมได้หรือไม่ กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลจะมองว่าผลการตัดสินไม่เป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาคเอกชนยังต้องปรับตัวรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเมืองต่อไป และยังต้องระมัดระวังในการลงทุน

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน