
ข้อเสนอเจ็ดขั้นตอนสู่การปฏิรูป (2)
1.กระบวนการต้องเป็นที่ยอมรับและมีความชอบธรรม เราต้องเห็นตรงกันก่อนว่าจำเป็นต้องมีการพูดคุยระหว่างคู่ขัดแย้งและฝ่ายต่างๆ ในบริบทการเมืองของไทยอย่างเงียบๆ แล้วมาพินิจพิเคราะห์ร่วมกันว่าอะไรคือประเด็นและรายละเอียดในการปฏิรูปที่ยังมีความแตกต่างกันอยู่ อะไรคือข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่าย อะไรคือเหตุผลของการยึดมั่นถือมั่นในคำกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมของตนแต่เพียงผู้เดียว เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปที่อยู่บนฐานของประชาธิปไตย ทั้งในแนวคิดและการนำมาปฏิบัติ
1.กระบวนการต้องเป็นที่ยอมรับและมีความชอบธรรม เราต้องเห็นตรงกันก่อนว่าจำเป็นต้องมีการพูดคุยระหว่างคู่ขัดแย้งและฝ่ายต่างๆ ในบริบทการเมืองของไทยอย่างเงียบๆ แล้วมาพินิจพิเคราะห์ร่วมกันว่าอะไรคือประเด็นและรายละเอียดในการปฏิรูปที่ยังมีความแตกต่างกันอยู่ อะไรคือข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่าย อะไรคือเหตุผลของการยึดมั่นถือมั่นในคำกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมของตนแต่เพียงผู้เดียว เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปที่อยู่บนฐานของประชาธิปไตย ทั้งในแนวคิดและการนำมาปฏิบัติ
2.กระบวนการนี้ต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และอาศัยกลไกที่เป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้วในการขับเคลื่อน ต้องไม่ใช่ด้วยการรัฐประหารโดยกองทัพ แม้แต่คนในกองทัพเองก็ปฏิเสธที่จะใช้วิธีการนี้ด้วยความถือมั่นอยู่บนความถูกต้อง และต้องไม่ใช่ด้วยการการฉีกรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิวัติประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกำลังถูกมองด้วยความคลางแคลงใจจากหลายภาคส่วน กระบวนการปฏิรูปของประเทศไทยจึงต้องดำเนินอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ทั้งในทางลายลักษณ์อักษรและทางจิตวิญญาณ
3.กลไกการทำงานต้องเป็นที่ยอมรับ เพื่อการทำหน้าที่สังเคราะห์ประเด็นต่างๆ ในการปฏิรูป เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังพูดถึงกันทั้งภายในรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน แวดวงวิชาการและภาคประชาสังคม ดูเหมือนจะมีกลุ่มต่างๆ ที่ตั้งตัวกันขึ้นมาเพื่อทำงานในวาระเพื่อการปฏิรูปให้กับประเทศชาติ ทว่าแต่ละกลุ่มทำงานแบบต่างคนต่างทำ การแลกเปลี่ยน พูดคุย และการประสานงานเพื่อให้มีการถกแถลงกันเรื่องกลไกการทำงานจึงยังไม่มีประสิทธิภาพนัก หากเชื่อมโยงกันได้ก็จะสามารถสร้างวิสัยทัศน์ร่วมเพื่อร่างพิมพ์เขียวและนำแผนการปฏิรูปไปสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งก็จะเป็นการนำประเทศเดินไปข้างหน้าได้ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย
4.ความจำเป็นในการกำหนดโจทย์ในการปฏิรูป โดยต้องทำให้เสร็จก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า รวมทั้งสาระเนื้อหาที่เป็นพื้นฐานและประเด็นที่เกี่ยวกับโครงสร้างหลัก อาทิ การร่างรัฐธรรมนูญและการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องอาศัยกลไกทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ความคิดที่ว่าการปฏิรูปครั้งใหญ่จะสามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนคนไทยนั้น เป็นความเชื่อที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ถึงแม้มีบทบัญญัติว่าวุฒิสภาสามารถทำหน้าที่ในกรณีฉุกเฉินได้ แต่ก็ไม่สามารถทำหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนไทยทั้งหมดได้ ดังนั้นต้องมีการร่างพิมพ์เขียวสำหรับการปฏิรูปขึ้นมาโดยเฉพาะ ควรมีการเผยแพร่รายละเอียดให้เกิดการรับรู้ในทางสาธารณะอย่างกว้างขวางและในเชิงลึกอีกด้วย
5.ทุกพรรคการเมืองและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต้องมีพันธะผูกพัน หรือให้การรับรองต่อวาระการปฏิรูปที่มาจากการตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย จัดทำสัญญาประชาคมที่เป็นข้อผูกพันระหว่างฝ่ายต่างๆ กับการปรับความสัมพันธ์ใหม่ในโครงสร้างของรัฐไทย เป็นการปูทางให้กับบรรยากาศของการเมืองใหม่ที่ทุกๆ คนสามารถแสดงออกถึงความต้องการของเขาได้ ดังนั้นการรีบเร่งกำหนดวันเลือกตั้งใหม่จึงไม่สะท้อนถึงความเป็นจริง นอกเสียจากมีการทำสัญญาประชาคมร่วมกันขึ้นมาแล้ว
6.การเลือกตั้งทั่วไปหลังการลงนามในสัญญาประชาคม ควรเป็นการเลือกเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวเพื่อมาอำนวยการให้เกิดการปฏิรูปเท่านั้น ตามเป้าประสงค์หลักที่ต้องการให้กระบวนการปฏิรูปมีที่มาจากรัฐสภาเต็มคณะ จึงต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้มีรัฐสภาขึ้นมาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล “รักษาการ” เพื่อมาอำนวยการให้เกิดการปฏิรูป ตามที่มีการตกลงร่วมกันที่ระบุไว้ในสัญญาประชาคม ซึ่งอาจรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีอำนาจในขอบเขตที่จำกัด และไม่มีนโยบายใดๆ ที่จะมีผลผูกพันกับรัฐบาลถัดไป
หน้าที่หลักของรัฐบาลนี้ คือ การอำนวยการให้เกิดการปฏิรูปผ่านรัฐสภา ที่มีทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งมีความชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ รัฐบาลนี้ควรเป็น “รัฐบาลแห่งชาติ” อันประกอบไปด้วยตัวแทนของทุกพรรคการเมือง ผ่านการเลือกตั้งที่เป็นผลมาจากการทำข้อตกลงร่วมกันในสัญญาประชาคมดังที่ได้กล่าวไว้ด้านบน วาระของรัฐบาลนี้ควรสิ้นสุดลงเมื่อวาระของการปฏิรูปเสร็จสิ้นลง ขั้นตอนนี้ควรใช้เวลาประมาณ 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่งหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งแรก
7.จนกว่าการดำเนินการตามวาระปฏิรูปจะเสร็จสิ้นตามแผนที่วางไว้จึงจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ เมื่อมีการปฏิรูปรวมทั้งมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว จึงจะจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีวาระหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดไว้ มีอำนาจในการริเริ่มนโยบายและโครงการภายใต้ภารกิจ และต้องฟังเสียงส่วนน้อย รับฟังข้อมูลและความเห็นของสาธารณะอย่างถี่ถ้วน รวมถึงคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ไม่ควรมีอีกแล้วข้ออ้างที่ว่าเสียงข้างมากในรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีสิทธิในการกระทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องใส่ใจเรื่องการขัดกับกฎหมายหรือจริยธรรมในการบริหารงาน
อย่างไรก็ดี การปฏิรูปทางการเมืองคงยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระดับเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งนี้ได้ เพราะรากเหง้าของความขัดแย้งนี้คือการแย่งชิงอำนาจ ทว่ามีความจำเป็นที่พรรคการเมืองทุกพรรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมกันหาหนทางในการดำเนินการปฏิรูป ที่อย่างน้อยจะสามารถนำพาประเทศกลับเข้าสู่วิถีทางของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมได้ และสามารถวางกลไกในการป้องกันรัฐบาลไม่ให้ใช้อำนาจโดยมิชอบ และการทุจริตคอร์รัปชั่นที่นำมาสู่การเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปอย่างกว้างขวางในครั้งนี้
การหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ว่าควรมีการดำเนินการปฏิรูปอย่างไร จะเป็นจุดเริ่มต้นของการวางโจทย์ร่วมกันในการนำพาประเทศออกจากวิกฤตการณ์ และริเริ่มกระบวนการปฏิรูปประเทศได้อย่างยั่งยืน
มิเช่นนั้นก็จะเหลือทางเลือกก็คือ ต้องรอให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อได้เปรียบและอำนาจต่อรองเหนือกว่าอีกฝ่ายมากพอเสียก่อน ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างรอให้ถึงเวลานั้น แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นคือการสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจ และการเสียเลือดเสียเนื้อจนเกิดความเสียหายในระดับประเทศ
จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง และมาพูดคุยกันว่าเราต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในรอบนี้ ที่จะฟื้นฟูความน่าเชื่อถือและบทบาทของประเทศไทยในระดับภูมิภาคและนานาชาติกลับคืนมาได้ เพื่อนำพาประเทศให้พัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่ประสบผลสำเร็จที่จะไปถึงจุดนั้น หลังจากที่ลองผิดลองถูกกันมากว่า 8 ทศวรรษ







