
จีนเขย่าเสถียรภาพเอเชียปัจจัยใหญ่คุกคามศก.โลก
ปัญหาขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เรื่องการทดลองนิวเคลียร์
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ปัญหาขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เรื่องการทดลองนิวเคลียร์ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติในแอฟริกาเรื่อยไปจนถึงอินเดีย หรือปัญหามึนตึงระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกในประเด็นเรื่องยูเครน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์เห็นตรงกันว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำส่วนหนึ่ง รวมถึง นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐ ผู้ทำนายการเกิดวิกฤตทางการเงินในปี 2008 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลกได้อย่างแม่นยำ กลับเห็นว่าปัญหาขัดแย้งเหล่านี้ไม่ได้น่าหนักใจเท่ากับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาคเอเชียซึ่งมาพร้อมกับการเติบโตและแผ่ขยายอิทธิพลของ “จีน” ภายในภูมิภาคแห่งนี้
เรียกได้ว่า ในมุมมองของนักวิชาการผู้ชำนาญการเหล่านี้ ประเด็นความไม่ลงรอยกันระหว่างประเทศจีนกับประเทศเพื่อนบ้านรอบด้าน โดยมีชนวนชวนทะเลาะในเรื่องการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะและเขตแดนทางทะเลเข้ามาเกี่ยวข้องคือปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด และน่าเป็นห่วงที่สุดของโลกในขณะนี้
“ผมมักรู้สึกปั่นป่วนเสมอที่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีน เนื่องจากความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้งสองประเทศเหมือนเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1” รูบินีให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นกับทางสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี กรณีปัจจัยเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดของโลกในขณะนี้
พร้อมกันนี้ รูบินียังได้อ้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของโลกที่ผ่านมา ที่ทุกครั้งเมื่อมีขั้วอำนาจเกิดใหม่ขึ้นมาเผชิญกับขั้วอำนาจเก่าที่มีอยู่เดิมก็มักจะจบลงด้วยความขัดแย้งที่ใช้กำลังทหารเข้ามาแก้ปัญหา โดยยกตัวอย่าง การก้าวเข้ามาของเยอรมนีที่นำไปสู่สงครามในช่วงศตวรรษที่ 20 หรือการเผชิญหน้าระหว่างสองยักษ์ฟากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก คือสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่นำไปสู่มหาสงครามเอเชียบูรพา
ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าเมื่ออำนาจทางเศรษฐกิจของจีนขยับขยายแข็งแกร่ง จีนยิ่งมีเหตุผลที่จำเป็นต้องรักษาความมั่นคงบนเส้นทางเดินเรือทางทะเลในฐานะแหล่งนำเข้าส่งออกสินค้าและพลังงานเพื่อให้เศรษฐกิจจีนเดินต่อไปได้โดยไม่มีสะดุด
กระนั้น การกระทำที่จีนมองว่าเป็นไปเพื่อปกป้องกรรมสิทธิ์อันชอบธรรมของตนเองนี้ บรรดาเพื่อนบ้านรอบข้าง รวมถึงชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐกลับมองเห็นเป็นพฤติกรรมที่คุกคามจนต้องร่วมมือผนึกแรงเสริมสร้างกำลังทางการทหารเพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลของแดนมังกร จนสร้างความไม่พอใจให้กับจีนแทน
แน่นอนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลกย่อมมีส่วนกระทบกระทั่งหรือติดขัดบ้าง ทว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ความตึงเครียดระหว่างประเทศต่างๆ กับชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียกลายเป็นประเด็นน่าหวาดวิตกอย่างจริงจังในปัจจุบันนี้ มีเหตุผลสนับสนุนอยู่ 4 ประการหลักด้วยกัน คือ
ประการแรกสุด คือ การขาดองค์กรกลางที่จะเชื่อมรอยร้าวจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ประเทศต่างๆ มีร่วมกันมา เพื่อสร้างความร่วมมืออันพึงเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยขณะที่ชาติในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ยังคงขุ่นเคืองกับเรื่องในอดีต ยุโรปกลับพยายามจัดการกับความบาดหมางที่ผ่านมาด้วยการจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจการค้า การเมืองและสังคมวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งตรงข้ามกับชาติในเอเชีย
ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา เยอรมนียืดอกยอมรับการกระทำเลวร้ายของตนเองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมกับเดินหน้าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการจัดตั้งสหภาพยุโรป (อียู) จนชาติต่างๆ ในยุโรปค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่ง แต่กับบรรดาชาติในเอเชียกลับไม่มีข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามก็คือความเป็นศัตรูที่ยังคงส่งผ่านสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ขณะที่สถาบันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจก็อยู่ในช่วงที่เพิ่งจะเริ่มต้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ายังไม่สามารถจัดการกับความบาดหมางที่หยั่งรากลึกได้อย่างจริงจัง
ประการที่สอง คือ แนวคิดของเหล่าผู้นำของประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ รวมถึง รูบินี เห็นตรงกันว่า บรรดาผู้นำชาติในเอเชียในปัจจุบันค่อนข้างมีแนวคิดชาตินิยมอยู่ในระดับสูงมากกว่าผู้นำคนก่อนๆ
นายกรัฐมนตรี ชินโซะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งประเทศจีน ประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ แห่งเกาหลีใต้ และว่าที่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดิ แห่งอินเดีย ล้วนเป็นผู้นำสายชาตินิยมทั้งสิ้น
ประการถัดมา ก็คือ สถานการณ์ท้าทายหลายประการที่ผู้นำชาติเอเชียต้องเผชิญในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อรักษาอัตราการขยายตัวเติบโต
รูบินี อธิบายว่า ท่ามกลางความกดฎิดันดังกล่าว เป็นเรื่องง่ายมากที่ผู้นำจะเสียคะแนนความนิยมอย่างรวดเร็ว หากแผนการปฏิรูปผิดพลาด ดังนั้น หนทางที่จะรักษาอนาคตทางการเมืองให้ยืนยาวต่อไปได้ คือการพุ่งเป้ากล่าวโทษศัตรูนอกประเทศเป็นหลัก จนกระทั่งเป็นแนวโน้มที่ทำให้เกิดบรรยากาศเกลียดชังและตึงเครียดระหว่างภูมิภาคเอเชียเพิ่มมากขึ้นไปอีก
สำหรับประการสุดท้าย คือ ความน่าเชื่อถือในนโยบายมุ่งสู่เอเชียของมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์อธิบายว่า คำมั่นที่จะปกป้องช่วยเหลือชาติพันธมิตรในเอเชียกรณีที่ถูกคุกคามของสหรัฐเริ่มเป็นที่กังขามากขึ้น เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในซีเรียหรือยูเครน
ความกังขาดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้ชาติในเอเชียเริ่มเร่งสั่งสมกำลังและยุทโธปกรณ์ด้วยตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนักภายใต้สถานการณ์ที่หลายประเทศในเอเชียพร้อมจะเผชิญหน้ากันอยู่ได้ตลอดเวลา
ดังนั้น แม้จะมีบทเรียนทางประวัติศาสตร์ให้เห็นอยู่เสมอ แต่ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นเป็นส่วนผสมที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเสี่ยงมากที่สุดที่จะนำเอเชีย หนึ่งในภูมิภาคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เดินซ้ำรอยไปสู่การเผชิญหน้าหน้าด้วยกำลังทหาร
และหากว่าสถานการณ์ในเอเชียเลวร้ายถึงขั้นรบรากันจริงๆ เศรษฐกิจของโลกย่อมต้องอยู่ในความเสี่ยงครั้งใหญ่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมา การเติบโตของเอเชียได้กลายเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
แน่นอนว่า การคาดการณ์ทั้งหมดของผู้เชี่ยวชาญที่คอยติดตามดูสถานการณ์ในเอเชียมาโดยตลอดย่อมไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริง แต่เงื่อนไขที่ชาติต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะการที่จีนก้าวเข้ามามีอิทธิพลจนทำให้เกิดช่องว่างที่ประเทศต่างๆ ยังไม่สามารถจับมือกันได้อย่างสนิทใจ ก็เป็นประเด็นน่าคิดให้ต้องเกาะติดตามลุ้นระทึกต่อไปว่าสถานการณ์ในเอเชียจะสุกงอมจนเป็นภัยคุกคามโลกครั้งยิ่งใหญ่หรือไม่







