posttoday
ภารกิจ"งมคนจมน้ำ"สมชัย ศรีสุทธิยากร

ภารกิจ"งมคนจมน้ำ"สมชัย ศรีสุทธิยากร

04 พฤษภาคม 2557

ประโยคที่บอกว่าผมเอียง ถามว่าผมเอียงอะไร ผมเอียงข้างประชาชน แปลว่าตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

โดย....วิษณุ นุ่นทอง / ธนพล บางยี่ขัน

เคาะให้การเลือกตั้งครั้งใหม่มีขึ้น 20 ก.ค.นี้ แม้จะยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย จะเป็น “ทางออก” หรือ “ซ้ำเติม” วิกฤตความขัดแย้งที่คาราคาซังมายาวนาน แต่บทเรียนเมื่อครั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องขบคิดไม่ให้ทุกอย่างย่ำรอยเดิม

สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”ถึงภารกิจ “แก้มือ” จัดเลือกตั้งรอบใหม่ โดยออกตัวล่วงหน้าว่าจะไม่โมฆะในสาเหตุเดิม ด้วยมีแผนสำรองวางไว้หลายชั้นจากการตั้งโจทย์จากการเลือกตั้งเมื่อ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

“เราคิดว่าเราแก้โจทย์ได้เกือบทุกข้อ เพียงแต่มาตรการแก้โจทย์แต่ละข้อ เราไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ถ้าเราพูดทุกเรื่องฝ่ายที่คัดค้านก็จะรู้ทั้งหมด และทำให้เขาสามารถหาวิธีที่ทำให้เราปวดหัวมากขึ้น”

เริ่มตั้งแต่การกำหนดวันเลือกตั้ง 20 ก.ค.นี้ ไม่ได้มีนัยทางการเมืองใดๆ เป็นเพียงการดำเนินการตามกรอบเวลาทางธุรการได้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยคำนวณหลังจากได้คุยกับรัฐบาลเมื่อ 30 เม.ย. ซึ่งจะต้องเผื่อเวลารัฐบาลจะทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) การเลือกตั้งทั้งขึ้นและลง 20 วัน ซึ่งคาดว่าน่าจะลงประมาณวันที่ 20 พ.ค.

เมื่อ พ.ร.ฎ.มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายเป็นการเลือกตั้งหลังยุบสภา จะต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน กกต.จะขอเวลาให้เลือกใกล้ๆ 60 วัน ให้มากที่สุด เพื่อให้การจัดการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ใช่ดึงเวลาเพื่อให้เกิดผลสำเร็จทางการเมืองของคนบางกลุ่ม หรือไม่ได้เร่งเกินไปในสถานการณ์ที่ยังไม่เรียบร้อย แต่หาวันที่เร็วที่สุดที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

สมชัย ระบุว่า ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย รวมทั้ง กกต.จัดการสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทางการเมืองให้นิ่งที่สุด เช่น ให้รัฐบาลกับคู่ขัดแย้งต้องไปคุยกันเพื่อหาทางออกของบ้านเมืองผ่านการเลือกตั้งให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน

นอกจากนี้ ให้พรรคการเมืองเตรียมความพร้อมผู้สมัครและผู้สนับสนุนของแต่ละฝ่าย ส่งเสริมบรรยากาศให้เอื้อต่อการเลือกตั้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรงขัดขวางการหาเสียงของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งไม่เสรี และไม่เป็นธรรม

ขณะที่ กกต.ต้องหาทางปรับปรุงแก้ไขประกาศ ระเบียบ คำสั่งที่จะทำให้ได้ผู้สมัครครบทุกเขตภายใต้กรอบของกฎหมาย กรอบอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ อาทิ การรับสมัครทางไปรษณีย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศึกษาพิจารณามาอย่างรอบคอบว่าสามารถทำได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

สมชัย บอกว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้นอกจากสามารถจะรับสมัครด้วยตัวเองแล้วยังสามารถยื่นเอกสารสมัครทางไปรษณีย์ โดยมีแบบฟอร์มต่างๆ ต้องเตรียมว่าจะต้องยื่นกับใคร ใครเป็นผู้รับ รับเสร็จแล้วจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างไร

ทั้งนี้ อาจจะเลือกพื้นที่ที่ปลอดภัยในการรับสมัคร ถ้าสมัครที่ กกต.จังหวัด ศาลากลางจังหวัดแล้วมีปัญหาอาจย้ายสถานที่ให้รับสมัครได้ รวมถึงจังหวัดที่มีปัญหาก็สามารถย้ายสถานที่รับสมัครได้ และยังเผื่อการขยายเวลารับสมัครออกไปได้อีก 2 ช่วง
เช่น การรับสมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งกำหนด 5 วัน จะมีแผนสองคือขยายอีก 3 วัน และแผนสามที่จะขยายได้ต่ออีก 2 วัน สรุปแล้วเป็น 10 วัน แต่เริ่มต้นที่ 5 วันก่อน

“เพราะฉะนั้นการทำทุกอย่างตรงนี้จะมีแผนหนึ่ง แผนสอง และแผนสามรองรับ แต่เมื่อถึงแผนสามแล้วยังไม่ประสบ|ความสำเร็จก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าคงจะจัดการให้เกิดความสำเร็จได้ยาก”

ขณะที่การเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศ กกต.กำหนดไว้ 14 วัน จากเดิมกฎหมายเขียนว่าจะต้องเลือกตั้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจริง แผนหนึ่งก็จะเพิ่มเป็น 14 วัน หากไม่สำเร็จก็ใช้แผนสอง คือกำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้าเป็น 10 วัน
แผนสามคือ 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ดังนั้นสามารถทำได้ 3 ครั้ง ถ้าหากสามรอบไม่สามารถจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ครบทั้งหมด ก็ยังมีแผนสี่ แต่ขออนุญาตยังไม่พูดว่าจะทำอะไร

“แม้จะไม่โมฆะด้วยสาเหตุเดิม แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจโมฆะจากสาเหตุใหม่ แต่ผมไม่อยู่ในสถานะที่จะพูดให้ฟัง มันอาจจะมีปัญหาต่างๆ เราก็ได้บอกให้คนรับผิดชอบรู้ พร้อมเสนอต่อนายกฯ “แล้วว่าแนวโน้มที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นปัญหามีจุดไหน อย่างไรบ้าง แต่ที่บอกไปทั้งหมดไม่ใช่เพื่อต้องการให้เกิด แต่เพื่อให้ตระหนักและรู้ว่าเส้นทางวิบากตรงไหนบ้างที่จะได้หาทางแก้ไข

“รัฐบาลต้องยอมรับสภาพว่า การเลือกตั้ง 20 ก.ค.นั้น อาจจะหย่อนบัตรสำเร็จ แต่ 30 วันอาจไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้นั้นเป็นเงื่อนไขที่ต้องบอกให้รัฐบาลรู้ก่อน ต้องยอมรับสภาพตรงนี้”

สมชัย ยอมรับว่า กกต.อยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งหาว่า กกต.เตะถ่วงการเลือกตั้งและทำให้การเลือกตั้งเสียหาย อีกฝั่งมองว่าถ้าจัดเลือกตั้งเร็ว แต่ไม่มีการปฏิรูปจะจัดไปทำไม เพราะมีการซื้อเสียง ได้นักการเมืองไม่มีคุณภาพเข้ามาทำให้ประเทศชาติเสียหาย

“ถ้าตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ความรู้สึกก็จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่เราทำคือทำตามกฎหมาย จัดเลือกตั้งโดยเร็วเท่าที่ทำได้ ทำอย่างตรงไปตรงมาไม่เข้าข้างฝ่ายใด และไม่ใช้อารมณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาเป็นตัวตั้งในการจัดการ”

สมชัย ระบุว่า เป็นไปได้ที่การเลือกตั้งจะนำไปสู่ความรุนแรง แต่หากพื้นที่ใดมีแนวโน้มพัฒนาสถานการณ์ไปสู่จุดนั้นก็จะสั่งยุติการเลือกตั้งพื้นที่นั้นเพื่อเลื่อนวันลงคะแนนออกไปโดยอำนาจเป็นของ กกต. และไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ต่างจากรอบที่แล้วที่กระบวนการเลือกตั้งซ้อนอยู่ระหว่าง 28 เขต ที่ยังไม่มีการรับสมัคร รับสมัครใหม่ หาเสียงใหม่ และลงคะแนนใหม่

“การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นโจทย์เลือกตั้งที่ยากที่สุดตั้งแต่มี กกต.มาเกือบ 16 ปี ส่วนเลือกตั้งรอบใหม่ก็คงไม่ถึงขั้นต้องใช้ยาแรง นอกจากจะทำให้สำเร็จแล้ว เรายังคิดว่าทำอย่างไรให้สงบเรียบร้อย และไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียด้วย”

สมชัย ยืนยันว่า กกต.ไม่มีหน้าที่ต้องไปเจรจากับ กปปส.ไม่ให้ขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นจะต้องไปเจรจากับทุกกลุ่ม แต่ กกต.จะคุยกับพรรคการเมืองเพื่อชี้แจงกฎกติกาที่เปลี่ยนไป

“ไม่เช่นนั้นเราก็ใหญ่กว่ารัฐบาลแล้ว สามารถสั่งทุกอย่างในแผ่นดินได้หมดแล้ว แต่เราไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น เวลาที่เราสั่งฝ่ายความมั่นคง เรายังต้องให้รัฐบาลช่วยกำกับสนับสนุนด้วยซ้ำ เราเองไม่ได้เป็นสายบังคับ

“เช่นเดียวกับการไปคุยให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งก็ไม่ใช่หน้าที่ กกต. เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องตัดสินใจเองว่าภายในสถานการณ์ที่เป็นอยู่จะลงเลือกตั้งหรือไม่ลง ประชาธิปัตย์เป็นเพียงแค่พรรคหนึ่งเหมือน 70 พรรคที่มีอยู่ กกต.ไม่ต้องไปดูแลเป็นพิเศษ”

นับจากนาทีนี้จึงเป็นอีกบททดสอบที่สำคัญของ กกต. เพราะไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือมีรัฐบาลใหม่ แต่ตราบใดที่ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งยังมีผลบังคับใช้ การเลือกตั้งวันที่ 20 ก.ค. ก็จะต้องเดินหน้าต่อไป

“ถ้ากฎหมายยังคงอยู่ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย เพียงแต่ว่ากระบวนการที่ทำให้กฎหมายดังกล่าวไม่คงอยู่คืออะไรเราไม่ทราบ อย่างการออก พ.ร.ฎ.ใหม่ ยกเลิกของเดิมก็เป็นได้ หรือจะมีกฎหมายที่สูงกว่า พ.ร.ฎ. มาบังคับใช้ก็เป็นได้ เราไม่ทราบ แต่ตราบใดที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง”

ภารกิจ"งมคนจมน้ำ"สมชัย ศรีสุทธิยากร

เงินไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะเลือกตั้ง

ในฐานะที่คร่ำหวอดอยู่แวดวงการเลือกตั้งมายาวนาน ตั้งแต่อยู่กับมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต)  กระทั่งมาเป็น กกต.  สมชัย ยอมรับว่า แม้การซื้อเสียงจะมีอยู่ควบคู่กับการเลือกตั้งทุกระดับ  แต่เงินก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการชี้ขาดว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่เลือกใคร

“ปัจจุบันคนจะใช้ปัจจัยอื่นๆ  ประกอบเข้ามา  ไม่ว่าจะเป็นการเห็นประโยชน์ในเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตหรืออนาคต โดยการเห็นประโยชน์เชิงนโยบายดังกล่าว บางครั้งก็เป็นนโยบายเชิงประชานิยมมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์เฉพาะบุคคล ซึ่งก็เป็นจุดหนึ่งที่จะทำให้คนเกิดแรงจูงใจไปเลือก”

สมชัย กล่าวว่า ปัจจุบันหน้าที่ กกต. คือ “งมคนจมน้ำ” ให้ขึ้นมาก่อน ส่วนจะทำให้สมบูรณ์แข็งแรงกว่านี้อาจจะเป็นอีก
จังหวะหนึ่ง

“ขณะนี้ทรัพยากรทั้งหมดของ กกต. ทุ่มลงไปเพื่อให้การเลือกตั้งสำเร็จ มีผลเลือกตั้งออกมาได้ แต่จะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากการซื้อเสียง ประชาชนเลือกโดยจิตสำนึก มีเหตุมีผลนั่นอีกระดับหนึ่ง 

“วันนี้เราไม่อยู่ในสถานะที่มีโอกาสทำโจทย์ที่สองได้  ต้องทำโจทย์ที่หนึ่งให้จบก่อน  แค่โจทย์ที่หนึ่งหลายคนยังบอกอาจจะไม่สำเร็จด้วยซ้ำ ถ้าพูดไปแล้วก็จะเป็นการพูดในด้านลบต่อองค์กรตัวเองว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์เที่ยงธรรมได้อย่างเต็มที่ 

“แต่โดยข้อเท็จจริงสภาพสังคมไทยที่เป็นอยู่ ผมเชื่อว่ายังยากที่จะเข้าสู่ภาวะที่เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม คงต้องใช้เวลาแก้ปัญหา  และให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาในเวลาที่มากกว่านี้ เพราะภายใต้สภาพสังคมปัจจุบัน  ระบบอุปถัมภ์  การมีบุญคุณต่อกัน  การใช้อำนาจเงิน อำนาจรัฐ  ต่างๆ ยังเป็นกลไกสำคัญให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะการเลือกตั้ง”

สมชัย ระบุว่า การแก้ไขระเบียบข้อบังคับหรือกฎหมายให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์เที่ยงธรรมนั้นต้องทำหลายด้าน ทั้งการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องระเบียบกฎเกณฑ์ไปจนถึงระดับรัฐธรรมนูญ เช่น การกำหนดให้การนับคะแนนเลือกตั้ง  สส.ระบบบัญชีรายชื่อ จะนับได้ก็ต่อเมื่อได้คะแนนครบทุกหน่วย เป็นประเด็นที่อาจต้องแก้ไข ถ้าไม่แก้ก็จะทำให้การเลือกตั้งไม่สำเร็จสักครั้งถ้าเกิดการขัดขวาง

นอกจากนี้การสืบสวนก็ต้องพิจารณาว่ามีระเบียบอะไรที่เป็นอุปสรรคหรือมีช่องโหว่ และเกิดทุจริต  เช่น เรื่องการเรียกรับหรือฟอกคดี   แต่งคดีจากแดงเป็นเหลือง เหลืองเป็นขาว เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งรัดกระบวนการสืบสวนสามารถลงโทษผู้กระทบผิดได้อย่างฉับพลันทันที  ไม่ใช่ครบ 30 วันทำอะไรใครไม่ได้   ท้ายสุดต้องปล่อยไปก่อนแล้วสอยภายหลัง เมื่อถึงเวลานั้นพยานก็หายหมด

“เป็นภารกิจที่ กกต. จะต้องไปพิจารณาว่าจะปรับปรุงอย่างไร ด้านพรรคการเมืองก็ต้องไปคิดว่า จะพัฒนาพรรคการเมืองอย่างไรให้เข้มแข็ง เป็นสถาบันที่ไม่ใช่เป็นที่อยู่ของคนที่ทำประโยชน์ทางการเมืองไม่กี่คน  เข้ามาใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือ”

สำหรับด้านการมีส่วนร่วมทำอย่างไรให้องค์กรเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมให้การเลือกตั้งดีขึ้น สร้างจิตสำนึก ส่งเสริมการมีส่วนร่วม แจ้งเบาะแส  ร่วมเป็นพยาน ซึ่งในภาพรวมยังไม่เป็นที่พึงพอใจนัก

“ภาพของการซื้อเสียงขณะนี้ไม่ว่าจะระดับประเทศไปจนถึงท้องถิ่นเรายังได้ยินเรื่องการใช้เงิน การใช้อำนาจ หรือกลโกง ซึ่ง กกต. ยังต้องทำการบ้านอีกเยอะมาก ถ้าโจทย์คือการเลือกตั้งบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม เราอาจจะไปได้เพียงแค่ 20 % เท่านั้น”สมชัย ระบุ

ภารกิจ"งมคนจมน้ำ"สมชัย ศรีสุทธิยากร

ผมเอียงข้างประชาชน

สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกเรียกว่าเป็น “สายล่อฟ้า” คนเดียวจากกรรมการทั้งหมด 5 คน ตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดนาน เมื่อถูกถามว่า หากย้อนกลับไปเลือกใหม่ได้จะยังเลือกมาเป็น กกต.อยู่หรือไม่ ด้วยเหตุผลไม่ว่าจะรายได้ที่น้อยลง ทำงานหนักขึ้น แถมยังอยู่ในภาวะที่เสี่ยงทั้งชีวิต หรือในแง่ความปลอดภัยมากกว่าการเป็นอาจารย์หลายสิบเท่า

“ใครก็ตามที่มาเป็นตรงนี้ต้องเสียสละอย่างสูงและถึงวันนี้ผมยังไม่มั่นใจตัวเองว่าผมเสียสละได้ขนาดนั้นจริงหรือเปล่า สักวันหนึ่งผมอาจจะคิดว่าไม่อยากเสียสละขนาดนี้แล้วก็ได้ จะไปคุ้มอะไรตรงไหน จะได้ห้องทำงานที่ใหญ่ขึ้นงั้นหรือ ได้รถประจำตำแหน่งหรือ แต่ไม่ใช่ของเรา

“วันหนึ่งก็ต้องเป็นของคนอื่น มันไม่ได้เป็นอะไรที่ปรารถนากับชีวิตส่วนตัวที่หายไป กับความปลอดภัยของตัวเองที่เมื่อก่อนมี แต่ตอนนี้อาจจะเป็นที่ไม่ชอบใจของใครต่อใคร ต้องมีคนดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา ถ้าเลือกได้ผมเลือกไม่เป็น”

การเข้ามาเป็น กกต.ในช่วงเวลาที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรงเช่นนี้ ทำให้สมชัยต้องเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน ไม่ว่าจะคำขู่ คำด่า คำวิพากษ์วิจารณ์ แต่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ใส่ใจ เพราะถ้าใส่ใจคงอึดอัดกว่านี้ บางเรื่องก็มาถึงตัวเขาบางเรื่องก็ไม่ถึงตัวเขา ถ้าเราไปสนใจทุกเรื่องมากเกินไป บางครั้งก็อาจไม่สบายใจเปล่าๆ

“ผมรับรู้แล้วว่า เมื่อตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดก็ต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ วิจารณ์อย่างไรก็วิจารณ์ไป แต่เรารู้ว่าทำอะไร และสิ่งที่ทำนั้น อยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมาย เป็นไปโดยเหตุผลของความเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝั่งใด เป็นสิ่งที่เราคิดว่าสบายใจได้ทำสิ่งเหล่านั้นแล้ว ส่วนจะวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ก็เป็นธรรมดาของสังคมที่เห็นแตกต่างกัน”

ในฐานะอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ สมชัย เป็นห่วงสังคมไทยขณะนี้ เพราะเริ่มใช้เหตุผลน้อยลงและเริ่มใช้ความรุนแรง ทั้งกาย วาจา มากขึ้น เช่น ใช้กำลัง ทำให้เกิดความสำเร็จตามที่ตัวเองต้องการ ถ้าสังคมไทยยังเป็นแบบนี้อยู่ก็จะทำให้สังคมเสื่อมทรามลง ถดถอยลง ในเชิงคุณธรรมจริยธรรม ความเป็นเหตุผลของคนในสังคม

“อย่างกรณีเฟซบุ๊กผม ถ้าใครใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่เหมาะสม ผมก็ไม่ลังเลที่จะลบทิ้ง ผมก็ถือว่าเอาออกไปก็จบ ไม่ได้โพสต์ตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงหยาบคาย ซึ่งหากนำข้อความที่โพสต์มาเปิดเผยต่อสาธารณะจะเข้าใจคำว่า เถื่อน ถ่อย หยาบ ลามก ได้ดี แต่ว่าผมลบแล้วก็จบ คิดเท่านั้น ไม่คิดว่าต้องไปถ่อย เถื่อน หยาบ ตามด้วย”

ไม่ใช่เพียงเฉพาะแค่ สมชัย แต่ กกต.คนอื่นๆ ก็โดนเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าแต่ละคนก็มีการจัดการดูแลของตัวเอง

สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของสมชัยที่ออกจะเอียงเข้าข้าง กปปส.นั้น เจ้าตัวปฏิเสธเสียงดังฟังชัด พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงแต่เมื่อเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งและอยากเตือนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า ถ้าเดินหน้าไปแล้วจะมีปัญหาอย่างไร ซึ่งเป็นการเตือนด้วยเจตนาดี เพียงแต่เมื่อเตือนแล้วฝ่ายรัฐบาลเองอาจจะรับไม่ได้ แล้วกลายเป็นเหมือนเข้าทางอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งที่สิ่งที่พูดหรือเตือนไปนั้นล้วนเกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น

“เคยเตือนรัฐบาลก่อนวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ว่า เดินหน้าต่อไปไม่ได้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปไม่เช่นนั้นจะเป็นโมฆะ เขาก็หาว่าผมเข้าข้าง กปปส. อยากให้เลื่อนการเลือกตั้ง แต่ทุกอย่างเห็นโดยกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ว่ามันเดินต่อไปไม่ได้ เพราะ 28 เขตไม่มีการสมัคร”

สมชัย ชี้แจงว่า ถ้าหากเอาสิ่งที่ตัวเองทำทั้งหมดมาประมวลจะเห็นว่าไม่ได้เข้าข้างใคร หรือแม้แต่การลงมติ แต่ละครั้งแต่ละเรื่อง ก็ไม่ได้สนใจว่า ใครอยู่พรรคไหนด้วยซ้ำ ถ้าทำผิดก็พร้อมลงมติในการให้ใบเหลืองใบแดง

“การพิจารณาให้ใบเหลือง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็น กกต. คนแรกที่แจ้งว่าผมให้ใบเหลือง และไม่รอคนอื่นพูดด้วยซ้ำ ลงมติออกมาก็มี กกต.อีกสองท่านลงตามแบบเดียวกัน กลายเป็น 3 ต่อ 2 สิ่งเหล่านี้เป็นการพิสูจน์ว่า เราเองไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ถ้าฝ่ายใดทำผิดกฎหมายมากกว่าก็ต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์จากผมมากกว่าเป็นธรรมดา การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ลงเลือกตั้ง เขาก็ไม่มีความผิดอะไรที่จะมาพูด แต่อีกฝ่ายลงเขาก็มีความผิดที่เอามาพูดได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ทรัพยากรของรัฐ เพื่อนำไปสู่การได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง อย่างการใช้ช่อง 11 ดังนั้น ผมไม่ได้คิดว่าจะเข้าข้างใคร”

ส่วนภาพถ่ายคู่กับ “มวลมหาประชาชน” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในโซเชียลมีเดียนั้น สมชัย ชี้แจงว่า “ใครต่อใครอยากถ่ายรูปกับผม คือผมไม่ได้เป็นคนที่อยากถ่ายรูปกับเขา ผมไปไหนคนก็อยากถ่ายรูปกับผม ถามว่าจะให้ผมวิ่งหนีหรือ และผมไม่ได้เป็นคนโพสต์ อย่างภาพที่บอกว่าผมไปถ่ายกับ กปปส. ผมก็ไปเดินห้างพารากอนเขาก็มาขอถ่ายรูปกับผม ถ่ายเสร็จเขาก็โพสต์ไม่เกี่ยวอะไรกับผม”

สมชัย ยืนยันว่า ส่วนตัวไม่มีสัญลักษณ์อะไรที่เป็นของ กปปส. ไม่ใส่สายรัดข้อมือ ไม่ได้ห้อยนกหวีด เพียงแต่มีกระบวนการที่จะทำลายบางครั้งการให้ข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายต่างๆ เหล่านี้ มุ่งทำลายมากเกินไป

“ประโยคที่บอกว่าผมเอียง ถามว่าผมเอียงอะไร ผมเอียงข้างประชาชน แปลว่าตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก อะไรก็ตามเป็นประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่แล้วผิดอะไรตรงไหน ผมไม่ได้บอกว่าเอียงข้างมวลมหาประชาชน” สมชัย กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน