posttoday
ประเมินสถานการณ์

ประเมินสถานการณ์

02 พฤษภาคม 2557

ปกติในความขัดแย้งที่รุนแรงแบบเอาเป็นเอาตายระหว่างสองฝ่าย การเจรจาจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

ปกติในความขัดแย้งที่รุนแรงแบบเอาเป็นเอาตายระหว่างสองฝ่าย การเจรจาจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

1.ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอย่างหนัก เข้าทำนองจะบี้ก็ตายจะคลายก็รอด แต่ไม่อยากบี้ให้ตาย เพราะถ้าไม่ตายจริงๆ รอดไปได้ ก็จะกลายเป็นภัยมหันต์ในอนาคตอีกยาวนานเรื้อรัง แถมจะลงเอยเป็นการก่อการร้ายไป นั่นคือ แอบซุ่มโจมตี ลอบสังหาร ฯลฯ หรือในขณะที่กำลังบี้นั้น ฝ่ายที่ถูกบี้เกิดบ้าดีเดือดยอมทำตัวเป็นระเบิดพลีชีพขึ้นมา ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นเกินจะคาดเดา ดังนั้น การเปิดการเจรจาถือเป็นการลดความเสี่ยงของฝ่ายที่ได้เปรียบ เพราะตนคุมเกมได้แล้ว อีกทั้งจะได้ประหยัดทรัพยากร กำลัง และเวลาในการยุติปัญหาด้วย แถมยังหล่ออีกต่างหาก แต่ถ้าเสี่ยงบี้ให้ตาย อาจจะคุมเกมไว้ไม่ได้ทุกปัจจัย และ ในความเป็นจริง การบี้ให้ตายหมด มันเป็นไปไม่ได้ด้วย

2.ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังตีกันอยู่อย่างอีนุงตุงนังไม่รู้แพ้รู้ชนะ แต่มีจิ๊กโก๋นักเลงตัวจริงตัวใหญ่กว่าทั้งสองฝ่ายเข้ามาหย่าศึก แล้วเล่นงานทั้งสองฝ่าย ในฐานะที่พูดไม่รู้เรื่องทั้งคู่ แล้วจิ๊กโก๋ก็บอกว่า ให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันเสียดีๆ ภายใต้กรอบที่เจ้าพ่อตัวจริงกำหนดให้ มิฉะนั้นแล้ว จิ๊กโก๋จะคุมเอง จริงๆ แล้ว จิ๊กโก๋ก็ไม่อยากจะยุ่งเท่าไรนัก แต่ถ้ามันวุ่นวายจนกระทบคนทั้งซอย ไม่ว่าจะเป็นกองเชียร์หรือไม่เชียร์ฝ่ายใด และกระทบจิ๊กโก๋เอง รวมทั้งเจ้าอาวาสด้วย จิ๊กโก๋ก็ต้องลงมาจัดการเอง ดูๆ แล้วนึกถึงสมัยที่พี่แอ๊ด คาราบาว แกเล่นคอนเสิร์ต แล้วคนฟังเกิดแบ่งออกเป็นสองพวก (ที่จริงก็แบ่งกันมาตั้งแต่ก่อนเข้างานแล้ว!) แล้วตีกันจนแกเล่นไป สองพวกนี้ก็ไม่ฟัง เอาแต่ตีกัน แถมคนที่อยากจะฟังก็ไม่ได้ฟัง แกเลยถอดเสื้อแล้วลงมาตีทั้งสองพวกนี้ด้วยมือแกเอง

3.ทั้งสองฝ่ายตีกันอีนุงตุงนัง เข้าภาวะ ศึกสงคราม แถมไม่มีจิ๊กโก๋มาสั่งสอนเหมือน ในข้อ 2 แต่ตีกันจนเหนื่อยไปเองทั้งสองฝ่าย หมดแรงทั้งคู่ ญาติพี่น้องคนรักของแต่ละฝ่าย ก็บาดเจ็บล้มตายกันไปไม่ใช่น้อย เกิดแรงฮึด ใช้การตายของพวกตนมาเป็นแรงวิ่งเข้าใส่ ฝ่ายปรปักษ์ เล่นกันจนรู้ว่าไปไม่ไหวแล้ว ไม่มีทางเอาชนะเอาแพ้กันได้ ต่อยกันไปก็เปล่าประโยชน์ จึงได้สติ แล้วโบกธงขาว เพื่อ หย่าศึกและมาลองคุยกันดู แต่ก็นั่นแหละ ใครจะเป็นฝ่ายโบกก่อน? เพราะหากไม่ได้สติจากความหมดแรงกันจริงๆ ทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดโบกก่อน อีกฝ่ายก็จะรีบฉวยโอกาสหยิบฉวยมาป่าวประกาศให้คนฝ่ายตนฮึกเหิมว่า ชนะแล้ว บี้มันเลย! ไอ้ฝ่ายที่โบกก็คงไม่โง่ที่จะยืนโบกธงขาวต่อไป ก็หันไปจับปืนมายิง เพราะถ้ายอม มันก็จะไปเข้าข้อ 1

4.ถ้าจิ๊กโก๋เกิดแตกกันเอง ไปเข้าข้างแต่ละฝ่าย ก็เท่ากับซ้ำเติมสภาวะการตีกันเข้าไปอีก คราวนี้ก็ต้องเดือดร้อนถึงพระสงฆ์องคเจ้า เจ้าอาวาส ถ้าท่านขอบิณฑบาต แล้วทุกฝ่ายเกรงอกเกรงใจได้สติ ก็คงจะหันมาคุยกันได้ แต่ถ้าหน้ามืดถึงขั้น ขนาดเจ้าอาวาสยังเอา ไม่อยู่ ก็คงต้องกลับไปที่ข้อ 3 แต่ถ้าพระในวัดดันเลือกข้างเข้าไปอีก แถมแต่ละฝ่ายยังถือหางพระเจ้ากันคนละรูป สถานการณ์ก็จะหนักขึ้น และก็ต้องกลับไปที่ข้อ 3 อีก

5.แต่ถ้าข้อ 3 ไม่เวิร์ก แต่ผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านอื่นๆ ต่างพากันพร้อมใจเข้ามาช่วยเคลียร์ โดยมีเงื่อนไขสารพัด เช่น เหตุผลด้าน มนุษยธรรม เพราะการตีกันทำให้คนตายมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่เลือกฝ่าย เช่น เด็กทารกขาดนมน้ำอาหาร โตหน่อยก็ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ คนป่วย (ทั้งที่เลือกข้างและไม่ได้เลือกข้าง) ก็ไปโรงพยาบาลไม่ได้ หรือไปได้แต่ก็ขาดแคลนยา เพราะการตีกันทำให้เกิดการกั๊กกัน หรือผู้ใหญ่บ้านอื่นๆ ก็ขู่ว่า ถ้าไม่หยุด ก็จะไม่คบค้าสมาคมด้วย ถ้ายังอยากตีกันก็ตีกันให้ตายหมดบ้านกันไปเลย ก็ตามสบาย เพราะไม่ใช่บ้านฉัน ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่บ้านบางบ้านก็แอบดีใจ เพราะหมั่นไส้หมู่บ้านนี้มานานแล้ว เป็นกว้างขวางคออะไรหลายๆ อย่าง ดีไม่ดีแอบส่งปืนผาหน้าไม้ให้ทั้งสองฝ่าย จะได้ตีกันโดย ไม่ขาดแคลนอาวุธ จะได้เละแล้วหมู่บ้านกู ก็จะเป็นสุข

6.แม้แต่ข้อ 4 ก็ยังเอาไม่อยู่ ยืดเยื้อเรื้อรังจนพากันไปพบที่ข้อ 1 หรือ 3 กันเองในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะข้อไหนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สิ่งที่ตอบไม่ได้คือ จะต้องตีกันนานแค่ไหนก่อนที่จะเข้าข้อใดข้อหนึ่งที่ว่ามานี้

แต่ถ้ายังไม่ได้ตีกันจริงๆ ใครควรทำอย่างไร?

สมมติว่าก่อนที่จะตีกัน มีหลายฝ่ายที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งพยายามที่จะให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจากัน แต่ไม่สำเร็จ (แต่ก็น่าจะพยายามกันให้ถึงที่สุด) ซึ่งการไม่สำเร็จมันก็เป็นลางบอกเหตุว่ามันใกล้แล้ว เพียงแต่จะคลิกกันเมื่อไรเท่านั้น แต่ก่อนหน้าจะซัดกัน ถ้าเกิดมีคนในคู่ขัดแย้งเกิดเปลี่ยนท่าที เพราะมองภาพอนาคตแล้วว่า สงสัยจะไปไม่รอด เพราะเมื่อเข้าโหมดตีกันแล้ว กว่าจะเข้าข้อใดข้อหนึ่งในห้าข้อข้างต้น มันก็หนักหนาสาหัส คนที่ว่านี้ก็เลยหาทางเจรจา ซึ่งแน่นอนว่า คนในฝ่ายที่ตนเคยอยู่นั้นก็อาจจะแบ่งออกเป็น 2 พวก หนึ่ง เห็นด้วยว่า ถ้าขืนเดินหน้าต่อไป มีหวัง “ไม่มีหวัง” ดังนั้น จึงสนับสนุนการเจรจา ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้น ไม่เห็นว่าฝ่ายตน “จะไม่มีหวังได้อย่างไร” จะเร็วจะช้ายังไงก็ชนะแน่ (ไม่รู้เอาเหตุผลอะไรมาแน่ใจอย่างนั้น) (อ๋อ ก็ระเบิดพลีชีพยังไงเล่า กูไม่ตายคนเดียวหรอก) ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามก็แบ่งเป็น 2 พวก พวกหนึ่งมองเห็นภาพอนาคตแบบเดียวกันว่า “ไม่มีหวัง” ก็เห็นดีว่าควรเจรจา แต่อีกพวกหนึ่งมองว่า นั่นเป็นการแตกแถวของฝ่ายศัตรู ดังนั้น ต้องตั้งแง่ หรือไม่ก็ไล่บี้เลยด้วยความฮึกเหิม

แต่อีกเงื่อนไขหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความระแวงเรื่องการสอดไส้วัสสการพราหมณ์ หรือความอวดดีจากทั้งสองฝ่าย ดังนั้น หากจะให้การเจรจาเกิดขึ้นจริงและได้ผล ต้องแสดง ให้เห็นถึงความจริงใจจากระดับนำทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้น ก็รอข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นกันเถิด หรือไม่ผมก็ประเมินผิดไปเอง ซึ่งในแง่นี้ ผิดเป็นเรื่องดี

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI