
วัสดุก่อสร้างยอดวูบ10%
ปัญหาการเมืองศก.ฉุดกำลังซื้อร่วงเอสซีจีชี้สินค้ากลุ่มรากหญ้าหนักสุด
ปัญหาการเมืองศก.ฉุดกำลังซื้อร่วงเอสซีจีชี้สินค้ากลุ่มรากหญ้าหนักสุด
เอสซีจีเผยปัญหาเศรษฐกิจการเมือง ฉุดตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาสแรกติดลบแล้ว 7-10%
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า จากการประเมินตลาดวัสดุก่อสร้างในไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่า ติดลบแล้ว 7-10% จากปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยสินค้าในตลาดล่างได้รับผลกระทบมากที่สุด และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่วนสินค้าระดับไฮเอนด์ถือว่ายังเติบโตได้ดี ส่วนปูนซิเมนต์เติบโต 4% โดยในเดือน ม.ค.-ก.พ. เติบโต 45% แต่ในเดือน มี.ค. ทรงตัว จึงประเมินได้ว่าตลาดปูนซีเมนต์ทั้งปีอาจจะเติบโตได้ดีที่สุดแค่ 3%
“ในไตรมาสแรกยอดขายปูนซีเมนต์มาจากตลาดที่อยู่อาศัยที่มีการเติบโต 1% โครงการของภาครัฐเติบโต 1% ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่ในงบประมาณต่อเนื่อง ส่วนตลาดที่มีการเติบโตสูงสุดมาจากธุรกิจค้าปลีกโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้ปูนสูง 14% ส่งผลให้ภาพรวมของการใช้ปูนซีเมนต์โดยรวมยังโตได้ 23% หรือว่าแย่สุดอาจจะทรงตัวหรือไม่มีการเติบโต เพราะปัญหาทางการเมืองในประเทศและการที่ไม่มีรัฐบาลใหม่ ขณะเดียวกัน บริษัทไม่ได้เพิ่มปริมาณการส่งออกปูนซีเมนต์ โดยยังคงสัดส่วนไว้ที่ 4 ล้านตันต่อปี เท่ากับปีก่อน” นายกานต์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมของตลาดวัสดุก่อสร้างและปูนซีเมนต์ในประเทศจะชะลอตัว แต่ตลาดภูมิภาคอาเซียนนั้นยังเติบโตได้ดี เช่น ธุรกิจเคมีภัณฑ์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นและฟื้นตัว เนื่องจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกสูงขึ้น ด้านธุรกิจกระดาษการส่งออกจะดีขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้ในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มสูงขึ้น
นายกานต์ กล่าวต่ออีกว่า บริษัทยังคงเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 4.78 แสนล้านบาท คาดว่าในครึ่งปีหลังบริษัทมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นประมาณการรายได้ทั้งปี แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ โดยในไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทมีรายได้จากการขาย 1.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน มีกำไร 8,381 ล้านบาท ลดลง 5% เนื่องจากในไตรมาสแรกปี 2556 ธุรกิจมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่กว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจของบริษัทฯในอาเซียน นอกเหนือประเทศไทยในไตรมาสแรกปีนี้ มีรายได้จากการขาย 10,261 ล้านบาท คิดเป็น 9% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบันเอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียน 73,041 ล้านบาท หรือประมาณ 16% ของสินค้าทรัพย์รวมบริษัทฯ
นายกานต์ ได้กล่าวถึงการที่บอร์ดบีโอไอ สามารถกลับมาพิจารณาโครงการได้ตั้งแต่เดือนพ.ค.นี้ นจะทำให้โครงการของบริษัทฯ เดินหน้า โดยมีโครงการที่เตรียมยื่นพิจารณา อีก 2 โครงการ และได้ยื่นพิจารณาเข้าไปแล้ว 1 โครงการ
สำหรับการส่งออกในไตรมาสแรกปีนี้บริษัทมีรายได้ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่ารายได้จากการส่งออกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกของบริษัทเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 25% เป็น 27% ในจำนวนดังกล่าวเป็นการส่งออกไปในอาเซียน 42%
นอกจากนี้ บริษัทมียอดขายสินค้า HVA (High value Added) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกมียอดขาย HVA 4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 34% ของยอดขายรวม ขณะที่สินค้าเอสซีจี อีโค แวลูร์ มียอดขาย 3.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 31%







