
ค้าปลีกผวาปีนี้โตไม่ถึง2%
ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งมีสาขากระจายทั่วประเทศเกือบ 7,000 สาขา เปิดเผยว่า จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะจบลง หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในสิ้นปีนี้ มีการเติบโต ไม่ถึง 2% จากปกติภาพรวมค้าปลีกจะโตเฉลี่ยปีละ 10-12% เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังปรับตัว ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองจบลงในเร็ววันนี้ ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกอาจกลับมาโตได้ที่ 57%
ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งมีสาขากระจายทั่วประเทศเกือบ 7,000 สาขา เปิดเผยว่า จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะจบลง หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในสิ้นปีนี้ มีการเติบโต ไม่ถึง 2% จากปกติภาพรวมค้าปลีกจะโตเฉลี่ยปีละ 10-12% เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังปรับตัว ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองจบลงในเร็ววันนี้ ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกอาจกลับมาโตได้ที่ 57%
ทั้งนี้ นอกจากจะได้รับผลกระทบด้านปัจจัยลบด้านการเมืองแล้ว ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ภัยแล้ง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ และต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเพียง 2% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตราการเติบโต 6.1% และในไตรมาส 2 นี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตแค่ 23%
“ภาพรวมของเศรษฐกิจหรือจีดีพีเอง ที่คาดการณ์กันว่าจะโตได้ที่ 45% ก็อาจจะโตต่ำกว่านั้นหรือโตเหลือ 1% หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความยืดเยื้อไปถึงปลายปี ซึ่งจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นกระทบต่อกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และสินค้าที่ไม่จำเป็นมีอัตราการเติบโตลดลง ส่วนกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร ยังมีอัตราการเติบโตที่ดี” ปิยะวัฒน์ กล่าว
สำหรับกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่ยังมีอัตราการเติบโตที่ดีตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คือ กลุ่มคอนวีเนียนสโตร์ หรือร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป คือ มีวิถีชีวิตของคนเมืองมากขึ้น เพราะขนาดของครอบครัวเล็กลง ด้วยปัจจัยดังกล่าวจึงทำธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องหันมาลดต้นทุน เพื่อคงผลกำไรในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากปีนี้ไม่สามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นได้ แม้ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น เพราะจากการแข่งขันที่รุนแรง หากบริษัทใดมีการปรับราคาสินค้าขึ้นจะทำให้ยอดขายตกทันที
ปิยะวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของแผนการดำเนินงานปีนี้ ยังคงเดินหน้าตามแผนเดิมที่วางไว้ โดยในส่วนของร้านเซเว่นอีเลฟเว่นปีนี้ มีแผนจะใช้งบลงทุนหลัก 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่อีกกว่า 600 สาขา ขณะเดียวกัน ก็จะปรับปรุงสาขาเก่าควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยสิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้เติบโตตรงตามเป้าหมายที่ 12%







