
เอเชียต้องปฏิรูปลดพึ่งส่งออก หันบริโภคภายใน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ในช่วงทศวรรษที่ 1960s-1990s เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ต่างประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมาก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น สี่เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย ด้วยการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมแบบเน้นการส่งออก ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนโมเดลสี่เสือแห่งเอเชียกลายเป็นต้นแบบในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออก แม้จะมีข้อดีตรงที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างรวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ ทว่ากลับมีข้อเสียตรงที่การพึ่งพาการส่งออกทำให้สภาพเศรษฐกิจมีความเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างยิ่ง
ในปัจจุบันเศรษฐกิจเอเชียอ่อนไหวตามนโยบายทางการเงินของสหรัฐเป็นอย่างมากอีกด้วย โดยรายงานฉบับล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เตือนให้ประเทศในเอเชียเตรียมรับมือกับภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง จากการลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เนื่องจากความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีความหมายว่าสหรัฐจะเลิกอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะเป็นการดึงดูดเงินลงทุนกลับไปที่สหรัฐอีกครั้งหลังจากที่เข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2009
สัญญาณเตือนของความวิกฤตการลดคิวอีของสหรัฐมีขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่เฟดประการลดการใช้คิวอีครั้งแรก ทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก ทั้ง อาร์เจนตินา ตุรกี รวมถึงอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน จนส่งผลต่อมาเป็นวิกฤตค่าเงินอ่อนตัว ในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น
นอกจากนี้ เศรษฐกิจเอเชียยังอ่อนไหวต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเอเชียเป็นทวีปที่มีการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจภายในอย่างแนบแน่น ซึ่งหากเศรษฐกิจจีนขยายตัวมาก ประเทศอื่นๆ ในเอเชียย่อมได้รับอานิสงส์ไปด้วย
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันทางการจีนกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจจากเน้นการส่งออกเป็นบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนจะไม่เติบโตอย่างร้อนแรงเช่นเดียวกับที่ผ่านมาอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าประเทศในเอเชียอื่นๆ ย่อมได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในเอเชียก็ทำให้เอเชียไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้อีกต่อไปเช่นกัน เนื่องจากมาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้นของประเทศในเอเชีย หลังจากที่การส่งออกทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมาตรฐานชีวิตของคนในประเทศดีขึ้น ซึ่งหมายความว่า ต้นทุนการผลิตในประเทศนั้นย่อมแพงตามไปด้วย จนไม่สามารถใช้ความได้เปรียบจากต้นทุนต่ำไปใช้ในการแข่งขันได้อีกต่อไป
เห็นได้ชัดจาก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่เป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อส่งออกรายใหญ่ของโลก ที่ในปัจจุบันต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า หลังจากมาตรฐานชีวิตของคนในประเทศสูงขึ้น จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป
เศรษฐกิจของเอเชียจึงไม่อาจพึ่งพาการส่งออกได้อีกต่อไป เพราะนอกจากปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแล้ว เศรษฐกิจเอเชียยังอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างน่าเป็นห่วง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกรายงานเตือนให้ประเทศในเอเชียต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพื่อให้สภาพเศรษฐกิจทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงเห็นตรงกันว่า เอเชียไม่สามารถใช้เศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออกแบบในปัจจุบันได้อีกต่อไป นอกจากนี้ สหรัฐที่ถือว่าเป็นผู้นำเข้าสินค้าหลักจากเอเชียก็มีแนวโน้มที่จะมีกำลังซื้อที่ลดลง โดยตัวเลขนำเข้าสินค้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ของสหรัฐโตเพียง 1% เท่านั้นเมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา ขณะที่ในปี 2004 นั้นโตถึง 13%
“โมเดลของการเติบโตแบบพึ่งพาการส่งออกในเอเชียไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป” มาคัส โรดเลาเออร์ รองผู้อำนวยการกองเอเชียแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ กล่าว
โมเดลเศรษฐกิจที่เอเชียน่าจะใช้เป็นแนวทางการดำเนินเศรษฐกิจต่อไปจึงน่าจะเป็นเศรษฐกิจแบบเน้นการบริโภคภายใน นอกจากเศรษฐกิจแบบเน้นบริโภคภายในประเทศจะมีความแข็งแกร่งกว่าแบบเน้นการส่งออกแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนภายในประเทศมีความอยู่ดีกินดีอีกด้วย
เนื่องจากเศรษฐกิจแบบเน้นการบริโภคภายในประเทศอยู่ได้ด้วยกำลังซื้อของคนภายในประเทศ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคนในประเทศกินดีอยู่ดีเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออกที่จำเป็นต้องกดค่าแรงขั้นต่ำไว้ ให้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศมีต้นทุนที่ถูกพอสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจแบบเน้นการบริโภคภายในยังสามารถดึงดูดให้นักลงทุนสามารถเข้ามาลงทุนได้เช่นเดียวกับเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออก เพราะการบริโภคภายในประเทศที่สูงอยู่แล้ว ทำให้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องไปหาตลาดที่อื่นนอกประเทศ
ในปัจจุบัน จีนได้เริ่มต้นปฏิรูปเศรษฐกิจแบบเน้นการบริโภคภายในประเทศอย่างจริงจังแล้ว นำหน้าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ หลังจากที่พบว่า เศรษฐกิจจีนที่โตอย่างร้อนแรงจากการพึ่งพาการส่งออกนั้นมีความเปราะบางเป็นอย่างมาก
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจีนยังพยายามลดการแทรกแซงเศรษฐกิจจีน หลังจากที่พบว่าก่อให้เกิดปัญหาหนี้เน่าในระบบเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ดี ประเทศที่ต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นแบบเน้นบริโภคภายใน ต้องระวังการติดกับดักรายได้ปานกลาง (มิดเดิล อินคัม แทรป) ซึ่งเป็นสภาพที่ประเทศกำลังพัฒนาที่เริ่มถีบตัวจากความยากจน สามารถสร้างรายได้จากการอุตสาหกรรมแบบส่งออก จนทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถพัฒนาไปสู่ประเทศร่ำรวยได้ โดยมีสาเหตุมาจากไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่สามารถเพิ่มมูลค้าของสินค้าได้
ทำให้ประเทศที่ติดอยู่ใน มิดเดิล อินคัม แทรป ยังคงต้องพึ่งพาการลงทุนด้านนวัตกรรมจากภายนอกเช่นเคย
การปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นแบบพึ่งพาตนเองได้ จึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ดีที่สุดสำหรับประเทศในเอเชียให้สามารถเผชิญหน้ากับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ และสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ไม่สะดุดกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างที่เคยเป็น







