posttoday
หลักคิดนโยบาย-เรื่องข้าว

หลักคิดนโยบาย-เรื่องข้าว

29 เมษายน 2557

สัปดาห์ที่แล้วกล่าวถึงเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสมและต่อเนื่อง ซึ่งประเทศต่างๆ ในโลกต่างก็ใช้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะทางคมนาคมเป็นหลักในการผลักดันให้เกิดการเจริญเติบโต ต่อมาเมื่อเจริญเติบโตแล้วก็ต้องมีการกระจายให้กับประชาชนส่วนใหญ่ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำมากเกินไปนัก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอย่างมากได้ โดยในประเทศไทยประชาชนเป็นจำนวนมากยังมีฐานะยากจน โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นชาวนา ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเกษตรกรในภาคใต้ที่ผลสำรวจความเหลื่อมล้ำออกมาว่ามีสัดส่วนถึง 9% ของครอบครัวที่ร่ำรวย

สัปดาห์ที่แล้วกล่าวถึงเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสมและต่อเนื่อง ซึ่งประเทศต่างๆ ในโลกต่างก็ใช้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะทางคมนาคมเป็นหลักในการผลักดันให้เกิดการเจริญเติบโต ต่อมาเมื่อเจริญเติบโตแล้วก็ต้องมีการกระจายให้กับประชาชนส่วนใหญ่ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำมากเกินไปนัก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอย่างมากได้ โดยในประเทศไทยประชาชนเป็นจำนวนมากยังมีฐานะยากจน โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นชาวนา ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเกษตรกรในภาคใต้ที่ผลสำรวจความเหลื่อมล้ำออกมาว่ามีสัดส่วนถึง 9% ของครอบครัวที่ร่ำรวย

หากศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในอดีต จะพบว่าย้อนหลังไปหลายสิบปีก่อน ก่อนที่ประเทศไทยจะเจริญถึงตอนนี้ ได้อาศัยการเอาเปรียบชาวนาให้ขายข้าวในราคาถูก ทั้งนี้ก็เพื่อให้แรงงานสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาถูก และรักษาระดับค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ เป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และประเทศไทยก็พัฒนาเรื่อยมาจากการเอาเปรียบชาวนาและแรงงานนี้ จนกระทั่งถึงปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวหน้ามามากแล้ว ดังนั้นแนวคิดในการที่จะต้องตอบแทนชาวนาและแรงงานจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ และการกำหนดราคาจำนำข้าวที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท ก็จะเป็นการยกระดับรายได้ให้กับชาวนาให้สามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งเมื่อคำนวณโดยเฉลี่ยแล้วจะใกล้เคียงกับรายได้วันละประมาณ 300 บาท ตามค่าจ้างแรงงานที่ปรับขึ้น

ต้องขอออกตัวว่ามีการโจมตีผู้เขียนอย่างมาก โดยมีการนำคลิปหาเสียงเลือกตั้งเรื่องการจำนำข้าวที่ผู้เขียนเคยเสนอแนวคิดไว้ทางทีวี ซึ่งหากได้พิจารณาให้ดีแล้วผู้เขียนได้อธิบายอย่างชัดเจนในเรื่องหลักคิดและวิธีปฏิบัติ ก่อนอื่นต้องขอยอมรับว่าโครงการจำนำข้าวที่ผ่านมายังมีปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาเดิมในอดีตในระดับปฏิบัติการที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยผู้เขียนได้เสนอให้มีการนำระบบไอที โดยใช้บัตรเครดิตการ์ดชาวนาเป็นตัวช่วยในการควบคุมระบบการซื้อ ปัจจัยการผลิต และรวมถึงระบบการจำนำด้วย เหมือนกับเป็นระบบสมาร์ทการ์ด ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาใบประทวนที่กระทรวงเกษตรฯ ออกมาเกินเป็นจำนวนมากและเป็นที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยระบบสมาร์ทการ์ดนี้จะสามารถตรวจสอบและควบคุมชาวนาที่แท้จริงและผลผลิตจริงได้ทั้งหมด แต่เนื่องจากการที่จะทำระบบสมาร์ทการ์ดให้กับชาวนาจำนวนหลายล้านใบ รวมถึงการต้องเชื่อมต่อข้อมูลกับกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องใช้เวลานาน จึงทำให้ปัญหาเดิมๆ ยังมีอยู่ แต่ปัจจุบันทราบว่าระบบดังกล่าวใกล้เสร็จแล้ว

ในเรื่องความพยายามที่จะควบคุมปริมาณข้าวในตลาดเพื่อผลักราคาขึ้นนั้น ก็เป็นความพยายามที่ในอดีตเคยสำเร็จมาแล้วที่พรรคไทยรักไทยเคยทำกับราคายางพารา และหากมองย้อนหลังในสมัยรัฐบาลนายกฯ สมัคร ราคาข้าวก็เคยพุ่งขึ้นสูงจนทำให้ปริมาณข้าวที่จำนำไว้อยู่ได้กำไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าตลาดสินค้าเกษตรมีความไม่แน่นอนสูง เพราะประเทศอินเดียที่ปกติส่งข้าวออกปีละไม่เกิน 3 ล้านตัน กลับมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมากและสามารถส่งออกได้ถึงปีละกว่า 10 ล้านตันติดต่อกัน ซึ่งเมื่อมีซัพพลายเพิ่มสูงมากราคาก็ย่อมตกต่ำเป็นธรรมดา และเมื่อราคาต่ำ อินเดียและเวียดนามก็แข่งกันดัมพ์ราคา ซึ่งหากไทยดัมพ์ราคาตาม ราคาก็ยิ่งตกลงอีกมาก ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้การระบายข้าวไม่ได้มากเท่าที่ควร แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าโครงการที่ช่วยเหลือชาวนานี้อย่างไรก็ต้องขาดทุนอยู่แล้ว จะมากหรือน้อยเท่านั้น การที่หวังราคาขึ้นก็เพื่อที่จะขาดทุนให้น้อยลงเท่านั้น และในกรณีที่โชคดีเหมือนในอดีตก็อาจจะทำกำไรได้

เมื่อพูดถึงเรื่องขาดทุน ซึ่งมีความพยายามอย่างมากที่จะบิดเบือนว่าจะขาดทุนถึงขนาดประเทศจะล่มจมซึ่งไม่จริง จากข้อมูลที่ได้รับพบว่า ถ้าหากระบายข้าวได้ตามที่คาดไว้ จะขาดทุนมากสุดปีละประมาณแสนกว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งก็จะพอๆ กับโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้ว แต่ชาวนาได้รายได้มากกว่า และเมื่อคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวของชาวนาที่มีอยู่ 16 ล้านคนในประเทศ ก็จะเท่ากับคนละประมาณ 1 หมื่นบาทต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติของไทยต่อปีที่มีกว่า 12 ล้านล้านบาทแล้ว จะประมาณ 1% เท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ประเทศล่มจม แต่จะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่มีรายได้น้อยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และเมื่อคำนวณตัวคูณทางเศรษฐกิจของเงินจำนำข้าวที่ใช้ไปแล้วประมาณ 8 แสนล้านบาทในเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะอยู่ประมาณ 7 เท่า ซึ่งจะเท่ากับเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมาถึง 5.6 ล้านล้านบาท และหากคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่รัฐจะเก็บได้จากเงินก้อนนี้ จะเท่ากับ 3.92 แสนล้านบาท ซึ่งพอๆ กับจำนวนเงินที่ถูกคาดว่าจะขาดทุนมากสุดจากโครงการจำนำข้าว โดยตัวเลขนี้สามารถพิสูจน์ได้จากรายได้ประชาชาติในปี 2555 ที่โครงการจำนำข้าวทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 6.4% ที่เกินกว่าคาดหมายมาก

เรื่องการช่วยเหลือชาวนาอย่างไรก็ต้องทำ แต่จะช่วยเหลือในรูปแบบไหนเท่านั้น ดังนั้นเมื่อระบบไอทีของชาวนาเสร็จเมื่อไร ก็จะสามารถควบคุมความเสียหายได้ ซึ่งจะมีการนำเสนอรูปแบบในการช่วยเหลือชาวนาในอนาคต

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน