
เส้นทางปฏิรูปกลางความขัดแย้งทางการเมือง
ในงานประชุมงานสัมมนาเกี่ยวกับการปฏิรูปที่จัดขึ้นหลายวงในเวลานี้ รวมถึงสื่อมวลชนต่างๆ มักตั้งคำถามว่า ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น การปฏิรูปประเทศยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่ มีเส้นทางอย่างไร? คำถามทำนองนี้คงเป็นคำถามเดียวกันของคนไทยที่กำลังเฝ้ามองและติดตามสถานการณ์บ้านเมือง
ในงานประชุมงานสัมมนาเกี่ยวกับการปฏิรูปที่จัดขึ้นหลายวงในเวลานี้ รวมถึงสื่อมวลชนต่างๆ มักตั้งคำถามว่า ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น การปฏิรูปประเทศยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่ มีเส้นทางอย่างไร? คำถามทำนองนี้คงเป็นคำถามเดียวกันของคนไทยที่กำลังเฝ้ามองและติดตามสถานการณ์บ้านเมือง
เป็นที่น่าสังเกตว่า จากประสบการณ์ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย การปฏิรูปมักเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งหรือสถานการณ์วิกฤตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง เหตุจากความขัดแย้งในสังคม การเมือง ฯลฯ
ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งรุนแรง ระบบต่างๆ ทางสังคมและทางการเมืองถูกสั่นคลอน จะเกิดแรงผลักดันให้คิดค้น แสวงหาทางออกจากปัญหา หาทางป้องกันความรุนแรง ความสูญเสีย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
สำหรับวิกฤตทางการเมืองและทางสังคมของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ยิ่งเป็นโอกาสสำคัญของการปฏิรูป เนื่องจากนับเป็นครั้งแรกที่ทุกฝ่ายในสังคมเห็นพ้องร่วมกันว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปฏิรูป (แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันในเรื่องจังหวะขั้นตอน หัวข้อเรื่อง และกลไก กระบวนการ) ดังนั้น ต้องช่วยกันทำให้หน้าต่างโอกาสของการปฏิรูปที่เปิดกว้างอยู่ไม่จมหายไปท่ามกลางวิกฤตทางการเมือง หรือเลือนหายไปภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองยุติลง
ในรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เผยแพร่ออกมาในปี 2555 มีเนื้อหาอยู่ในหัวข้อหนึ่งซึ่งสำคัญมาก แต่ไม่ค่อยเป็นที่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง เป็นหัวข้อที่ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย และวงจรของความขัดแย้ง ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการบ่มเพาะความขัดแย้ง
ระยะความขัดแย้งปรากฏ และระยะความขัดแย้งในระดับช่วงชิงอำนาจและการเกิดความรุนแรง โดยมีปัจจัยสำคัญที่เป็นรากเหง้าความขัดแย้งในสังคมไทย ได้แก่ การครอบครองทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม การกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม นโยบายและกลไกการจัดการของรัฐไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้ การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินกระบวนการยุติธรรมไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบท ความแตกต่างระหว่างภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
จะเห็นได้ว่าปัจจัยข้างต้นเหล่านี้ก็คือหัวข้อการปฏิรูปต่างๆ ที่ทุกฝ่ายกำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปนั่นเอง ดังนั้น หากสูญเสียโอกาสของการปฏิรูปในครั้งนี้ไป จึงเท่ากับว่าเราทิ้งให้ปัจจัยที่เป็นรากเหง้าความขัดแย้งในสังคมไทยดำรงอยู่ต่อไป ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่วงจรความขัดแย้งจะหมุนวนไปสู่ระดับความขัดแย้งรุนแรงในวันใดวันหนึ่ง
จากสถานการณ์ล่าสุดในขณะนี้ เส้นทางของการปฏิรูปบนวิถีประชาธิปไตยที่จะเดินหน้าต่อไป อาจเป็นไปได้ 2 แนวทาง (ดูกราฟฟิกประกอบ)
ฉากทัศน์ที่ 1 การเลือกตั้งทั่วไป : หากจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะอันใกล้ ควรมีการทำ “ประชามติ” เกี่ยวกับกระบวนการปฏิรูปไปพร้อมกับการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ควรกำหนดวันเลือกตั้งให้มีระยะเพียงพอต่อการออกแบบกระบวนการทำประชามติ (อย่างน้อย 90 วัน)
ในช่วงก่อนวันเลือกตั้งจะเป็นช่วงการเตรียมกระบวนการปฏิรูป พยายามหาข้อยุติเกี่ยวกับ เช่น การออกแบบโมเดล/กลไกเพื่อการปฏิรูป หัวข้อการปฏิรูปสำคัญที่ต้องทำ (ทำมากกว่านี้ได้) การออกแบบรัฐบาลเพื่อการปฏิรูป เป็นต้น
หากสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ก็เป็นสิ่งที่ดี นำข้อยุตินั้นไปทำประชามติเพื่อสร้างพันธะผูกพันทางการเมือง หรือในกรณีหาข้อยุติไม่ได้ ก็นำเอาทางเลือกต่างๆ ไปเป็นประเด็นทำประชามติ ให้ประชาชนทั้งประเทศร่วมกันตัดสินใจว่าจะออกแบบกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยอย่างไร
รัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งในระยะอันใกล้นี้ควรเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อการปฏิรูป” มีภารกิจหลักเพื่อสนับสนุนกระบวนการปฏิรูป มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งจำกัด 1 ปี หรือ 1.5 ปี หรือ 2 ปี (ตามผลการทำประชามติ) เมื่อครบกำหนดให้ประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ตามระบบและกติกาการเลือกตั้งใหม่ และการออกแบบสถาบันการเมืองใหม่ที่เป็นผลสรุปของการปฏิรูป โดยนำข้อเสนอเนื้อหาการปฏิรูปไปจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งด้วย เพื่อสร้างพันธะผูกพันทางการเมือง หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระบบรัฐบาลปกติ
ฉากทัศน์ที่ 2 สุญญากาศทางการเมือง : หากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เกิดสุญญากาศทางการเมืองเกิดขึ้นไม่ว่าด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม ควรมีการจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติเพื่อการปฏิรูป” เพื่อเป็นกลไกหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤตอย่างสันติ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบรัฐบาลผสมหลายพรรค รัฐบาลปลัดกระทรวง หรือรัฐบาลคนกลาง ขึ้นอยู่กับการเจรจาหาทางออกร่วมกันระหว่างคู่ขัดแย้งและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญ
กลไกการปฏิรูปประเทศตามฉากทัศน์นี้ขึ้นกับการเจรจาตกลงร่วมกัน รัฐบาลแห่งชาติฯ มีภารกิจหลักเพื่อสนับสนุนกระบวนการปฏิรูป มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งจำกัดไม่ควรเกิน 1 ปี
หลังจากนั้นจัดการเลือกตั้งใหม่ตามระบบและกติกาการเลือกตั้งใหม่ และการออกแบบสถาบันการเมืองใหม่ที่เป็นผลสรุปของการปฏิรูป โดยนำข้อเสนอเนื้อหาการปฏิรูปไปจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง เพื่อสร้างพันธะผูกพันทางการเมือง หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระบบรัฐบาลปกติ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในสถานการณ์จริงจะเป็นไปตามฉากทัศน์ใด (หรือมีฉากทัศน์ที่ 3, 4 ฯลฯ) กระบวนการปฏิรูปของภาคประชาชนที่ได้ก่อตัวเกิดขึ้นแล้วในหลายเครือข่าย หลายพื้นที่จะเดินหน้าต่อไป เพื่อหาทางขจัดสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งในระดับช่วงชิงอำนาจและเกิดความรุนแรง หมุนวนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก







