
ก่อหนี้5แสนล.
คลังตั้งงบปี’58ขาดดุลเต็มเพดานรับมือเศรษฐกิจหดเก็บภาษีต่ำเป้ารอรัฐบาลใหม่คาดเบิกจ่ายต้นปีหน้า
คลังตั้งงบปี’58ขาดดุลเต็มเพดานรับมือเศรษฐกิจหดเก็บภาษีต่ำเป้ารอรัฐบาลใหม่คาดเบิกจ่ายต้นปีหน้า
คลังตั้งขาดดุลงบประมาณปี 2558 สุดเพดาน 5 แสนล้านบาท เผื่อเก็บภาษีพลาดเป้า
นายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยว่า สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังหารือจัดทำงบประมาณประจำปี 2558 โดยเสนอตั้งงบประมาณขาดดุลเต็มเพดานที่จะก่อหนี้ได้ คือ 5 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ และรองรับการเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้สูง เพราะเศรษฐกิจไม่ดี โดยปีงบ 2557 นี้ คาดว่าจะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 1 แสนล้านบาท
ขณะที่งบประมาณประจำที่เป็นเงินเดือนและงบดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สำนักงบฯ ได้บรรจุโครงการลงทุนด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ที่ไม่สามารถใช้เงินกู้จากการออก พ.ร.บ.กู้เงินได้ โดยกำหนดกรอบการลงทุนสำหรับโครงการเร่งด่วน เช่น สร้างถนน 4 ช่องจราจร สร้างถนนเชื่อมเมืองต่างๆ สร้างด่านศุลกากร สร้างท่าเรือ โครงการรถไฟรางคู่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีส้ม สีชมพู เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การตั้งขาดดุลงบประมาณปี 2558 สูงถึง 5 แสนล้านบาท อาจจะมีปัญหาเบิกจ่ายไม่ทัน เพราะการทำงบประมาณปี 2558 ล่าช้าจากปัญหาทางการเมือง ไม่สามารถมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ส่วนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงก็ให้ชะลอออกไปก่อน
ขณะนี้ประเมินเบื้องต้นงบประมาณปี 2558 จะเริ่มใช้ได้อย่างเร็วในเดือน ก.พ. 2558 ซึ่งเหลือเวลาการใช้งบประมาณอีกเพียง 5 เดือน ซึ่งไม่สามารถที่จะเบิกจ่ายงบลงทุนจากการทำงบขาดดุล 5 แสนล้านบาทได้ทัน ส่วนโครงการลงทุนน้ำจากการออก พ.ร.ก. เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ก็ต้องรอชะลออกไปก่อนจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาทำประชาพิจารณ์ให้แล้วเสร็จ
นายสุวิชญ ระบุว่า งบประมาณขาดดุล 5 แสนล้านบาท คิดเป็น 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
อย่างไรก็ดี ทางสำนักงบฯ ยังได้มีทางเลือกการทำงบประมาณให้เข้าสู่สมดุลให้ได้ตามกรอบที่รัฐบาลตั้งไว้ให้รัฐบาลได้พิจารณาด้วย หากเลือกทางนี้ งบประมาณปี 2558 จะขาดดุลได้ 1.5 แสนล้านบาท ลดลงจากงบประมาณปี 2557 ที่ขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2559 จะเหลือขาดดุล 7.5 หมื่นล้านบาท และในปีงบประมาณ 2560 จะเข้าสู่ภาวะสมดุล
“เห็นว่ารัฐบาลควรเลือกแนวทางการขาดดุลงบประมาณ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า เพราะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ชะลอตัวรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะถดถอย” นายสุวิชญ กล่าว
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง ได้เห็นชอบให้ชะลอการดำเนินการออกไปก่อน เนื่องจากโครงการยังไม่มีความชัดเจน และยังไม่ได้มีการศึกษาว่าการลงทุนจะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ขณะที่โครงการลงทุนน้ำจากการออก พ.ร.ก. เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ก็ต้องชะลออกไปก่อนจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำการประชาพิจารณ์ให้เรียบ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลใหม่วะจะเดินหน้าโครงการนำต่อไปหรือไม่ และการใช้แหล่งเงินจะใช้เงินกู้ หรือจำนำกลับเข้ามาใช้ในงบประมาณปกติ







