ชาวบ้านแห่กราบไหว้อดีตพระยันตระ
นครศรีธรรมราช-ชาวบ้านยังศรัทธาอดีตพระยันตระแห่กราบไหว้ทำกับข้าวเลี้ยงเพลร่วมกับพระสงฆ์
นครศรีธรรมราช-ชาวบ้านยังศรัทธาอดีตพระยันตระแห่กราบไหว้ทำกับข้าวเลี้ยงเพลร่วมกับพระสงฆ์
ที่บ้านบางบ่อ ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หลังจากอดีตพระยันตระ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ เดินทางกลับมายังบ้านเกิดอย่างเงียบๆ เพื่อมาดูพระครูสุธรรมสมาจาร หรือ “พ่อท่านเชื่อง” เจ้าอาวาสวัดรัตนาราม หรือวัดบางบ่อ อำเภอปากพนัง ที่เป็นพระอุปัชฌาจารย์ที่ป่วยอยู่ในขณะนี้ โดยอดีตพระยันตระพำนักอยู่ที่อาศรมที่ปลูกสร้าง ภายในบ้านพักของนางสำลี ละอองสุวรรณ น้องสาวของนายวินัยฯ ริมแม่น้ำปากพนัง เขตเทศบาลเมืองปากพนัง
ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (24 เม.ย.57) มีชาวบ้านที่ยังมีความเคารพศรัทธาในตัวของอดีตพระยันตระ หรือนายวินัยฯ มารอพบอดีตพระยันตระ ในขณะที่พระสงฆ์ ภิกษุณี และแม่ชี ซึ่งหลายคนเดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อมากราบนายวินัยฯ หลังทราบข่าว และที่บ้านพักของนางสำลีฯ น้องสาวของอดีตพระยันตระฯ นั้นชาวบ้านได้ร่วมกันทำกับข้าวเพื่อเลี้ยงภัตตาหารเพลแก่พระสงฆ์ที่มาฉันภัตตาหารร่วมกับนายวินัยฯ รวมทั้งจัดเลี้ยงชาวบ้านจำนวนมากที่มาเยือนกันอย่างเนืองแน่น ทำให้บรรยากาศที่บ้านดังกล่าวคึกคักตลอดทั้งวัน
โดยเฉพาะช่วงเวลาเพล นายวินัย ได้เดินออกมาจากอาศรมและพระสงฆ์เดินตามหลังออกมาพบปะทักทายกับญาติโยมที่มารออยู่จนถึงบริเวณโต๊ะอาหาร โดยชาวบ้านได้มอบพวงมาลัยดอกไม่สด พร้อมกับมอบเงินสดเป็นการทำบุญตลอดทางที่นายวินัยฯ เดินออกมา ซึ่งท่าทีของนายวินัยฯ นั้นจะยิ้มแย้มตลอดเวลา พูดจากับทุกคนที่มาเยือน บางคนถึงกับเอาผ้าเช็ดหน้าให้นายวินัยฯ เหยียบขณะเดิน แล้วเก็บเอาไว้บูชาเป็นสิริมงคลตามความศรัทธา หลังจากนั้นนายวินัยฯ ก็ได้ร่วมโต๊ะกับพระสงฆ์ที่ร่วมกันฉันภัตตาหารเพล
ชาวบ้านที่มากราบไหว้นายวินัยฯ ได้ระบุว่า แม้ว่าอดีตพระยันตระจะไม่อยู่ในสถานะพระสงฆ์แล้ว ทุกคนยังมีความศรัทธาให้ความเคารพนับถือ เนื่องจากตลอดมายังคงมีวัตรปฏิบัติเช่นผู้ทรงศีล ทำวัตรสวดมนต์ตามเวลาวัตรเช้าและวัตรค่ำ การแต่งกายเป็นเรื่องของภายนอกและเชื่อมั่นว่าเรื่องราวในอดีตนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง เห็นได้จากความศรัทธาทั้งจากพระสงฆ์ ภิกษุณี หรือแม่ชี ผู้ทรงศีลต่างๆ ยังคงให้ความเคารพศรัทธานับถือเช่นเดิมตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
สำหรับอดีตพระยันตระ นายวินัยฯ ยังคงพำนักอยู่ที่อาศรมในปากพนังต่อไปเพื่อดูแลพ่อท่านเชื่อง เจ้าอาวาสวัดบางบ่อ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาจารย์ ของนายวินัยฯ เมื่อคราวอุปสมบทเป็นครั้งแรก ซึ่งขณะนี้พ่อท่านเชื่อง อยู่ในวัยกว่า 90 ปี ซึ่งมีอาการอาพาธด้วยความชราภาพ โดยอดีตพระยันตระ หรือนายวินัยฯ บอกกับชาวปากพนังว่า จะอยู่ปากพนังต่อไปจนสิ้นเดือนเมษายน จากนั้นจะมีกำหนดเดินทางไปจังหวัดภูเก็ตเพื่อรักษาฟันกับทันตแพทย์ และเตรียมงานบุญก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวถึงกรณีอดีตพระยันตระว่า จากการตรวจสอบข้อมูลคดีความของอดีตพระยันตระ พบว่า คดีหมิ่นสมเด็จพระสังฆราช ได้หมดอายุความลงไปแล้ว ส่วนคดีของการไม่ทำตามคำสั่งมหาเถรสมาคม ให้สึกจากความเป็นพระ เนื่องจากปาราชิกนั้น พศ.ต้องขอไปตรวจสอบข้อมูว่า เรื่องเกิดขึ้นมากว่า20 ปี และกรมการศาสนา(ศน.)ในขณะนั้นได้มีการแจ้งความดำเนินคดีอดีตพระยันตระไว้เมื่อใดและคดีหมดอายุความแล้วหรือไม่ คงต้องมีตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนอีกครั้ง
ส่วนมีข้อถามมายัง พศ.ว่า ปาราชิก แล้วกลับมาบวชใหม่ได้หรือไม่ ตอบได้ว่า พระธรรมวินัยได้กำหนดไว้ว่า หากภิกษุ ต้องปาราชิก แล้ว ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ในพระพุทธศาสนาได้ตลอดชีวิต ส่วนกรณีที่พบว่า พระบางรูปที่ต้องปาราชิกแล้วกลับมาบวชใหม่นั้น ต้องไปถามอุปัชฌาย์ ซึ่งตามหลักการแล้ว ผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ จะต้องสืบประวัติผู้ที่บวช ต้องรู้ประวัติเบื้องต้นว่า เคยปาราชิกหรือไม่ หากเคยก็ไม่สามารถบวชให้ได้ แต่ถ้ายังบวชทั้งที่รู้อยู่แล้ว พระอุปัชฌาย์ ถือว่ามีความผิดเช่นกัน ทั้งนี้ ในส่วนกรณีของอดีตพระยันตระ ก็ไม่สามารถมาบวชใหม่ได้ เพราะถือว่า ต้องปาราชิก หากมีพระอุปัชฌาย์รูปใด บวชให้ถือว่ามีความผิด เนื่องจากจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ประวัติอดีตพระยันตระ


