
เอาไม่อยู่
เมื่อวานนี้ได้เรียนท่านผู้อ่านไปถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่การส่งออกสินค้าในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมากที่ 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ถือว่าผิดความคาดหมายอย่างที่สุด
เมื่อวานนี้ได้เรียนท่านผู้อ่านไปถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่การส่งออกสินค้าในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมากที่ 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ถือว่าผิดความคาดหมายอย่างที่สุด
ที่ผิดความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมา ญี่ปุ่นพยายามช่วยเหลือภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยถึงกับเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงมาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป้าวัตถุประสงค์หลักของการแทรกแซงดังกล่าวนั้นก็เพื่อ
1.เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าญี่ปุ่น
2.ช่วยให้ภาคเอกชนที่เน้นการส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศได้กำไรมากขึ้นจากการแลกเปลี่ยนผลกำไรจากสกุลเงินต่างประเทศกลับมาเป็นเงินเยน และ
3.เพื่อลดต้นทุนการผลิตภายในประเทศญี่ปุ่นให้ถูกลง ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นว่ามีบางบริษัทของญี่ปุ่นที่เริ่มกลับไปผลิตในแผ่นดินตัวเองมากขึ้นเช่นกัน
แต่ทว่าเพราะเหตุใดการส่งออกของญี่ปุ่นนั้นถึงลดลง จากเมื่อวานนี้ได้เรียนว่าสาเหตุประการหนึ่งก็คือ ความต้องการสินค้าในต่างประเทศนั้นลดลงจากภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ความเชื่อมั่นนั้นลดลงครับ
ที่น่าสนใจก็คือ ความเชื่อมั่น และศักยภาพของสินค้าญี่ปุ่นในต่างประเทศนั้นกำลังถูกคู่แข่งทิ้งไม่เห็นฝุ่นไปแล้ว โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งมีคู่แข่งสำคัญจากเกาหลีใต้ สหรัฐ รวมไปถึงไต้หวัน ซึ่งในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ต้องยอมรับว่าประเทศคู่แข่งเหล่านี้สร้างนวัตกรรมของสินค้าเทคโนโลยีได้หวือหวา และตอบสนองผู้บริโภคในตลาดโลกได้ดีกว่าญี่ปุ่น
สวนทางกับเอกชนญี่ปุ่นที่การพัฒนาสินค้าส่วนใหญ่จะเน้นให้ความสำคัญกับตลาดในญี่ปุ่นเองมากกว่าครับ
นอกจากนั้น อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นกำลังพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งนั่นก็คือ วัฒนธรรมของเอกชนญี่ปุ่นที่ยังมั่นใจในตัวเอง (มากเกินไป) ว่าสินค้าของตัวเองนั้นดีกว่าเหนือกว่า ซึ่งทำให้สินค้าของญี่ปุ่นตั้งราคาไว้แพงเสมอครับ
แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นจะช่วยแทรกแซงค่าเงินเยนให้อ่อนลง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน แต่ทว่าสำหรับเอกชนญี่ปุ่นแล้ว กลับไปลดราคาสินค้าลงเท่าไหร่ หนำซ้ำอย่างที่เราๆ เห็นกัน สินค้าของญี่ปุ่นนอกเหนือจากจะแพงขึ้นแล้ว ยังปรับราคาขึ้นอยู่เสมอๆ
ปัญหาของญี่ปุ่นในขณะนี้ คือการปฏิรูปตัวเองเท่านั้นครับ ถ้าอยากจะกู้ศรัทธากับยี่ห้อ “เมดอินเจแปน” ให้กลับมาอีกครั้งจริงๆ ลำพังรัฐบาลช่วยทุกวิถีทางแล้วก็ยังเอาไม่ค่อยจะอยู่ครับ!







