
การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการแรงงาน(ตอนจบ)
ในบทที่แล้วได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ขบวนการแรงงานไทยอ่อนแอ ที่จำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงาน เพื่อคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการแรงงาน (สสร.) จึงเสนอการสร้างฐานเศรษฐกิจผู้ใช้แรงงานทุกประเภท ไม่ว่าเป็นลูกจ้าง เกษตรกร หรืออาชีพอิสระยากจนทั้งหลาย ปัจจัยการผลิต (Means of Production)
ในบทที่แล้วได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ขบวนการแรงงานไทยอ่อนแอ ที่จำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงาน เพื่อคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการแรงงาน (สสร.) จึงเสนอการสร้างฐานเศรษฐกิจผู้ใช้แรงงานทุกประเภท ไม่ว่าเป็นลูกจ้าง เกษตรกร หรืออาชีพอิสระยากจนทั้งหลาย ปัจจัยการผลิต (Means of Production)
หลักก็คือ พลังแรงงาน (Labour Power) ถ้าเอาพลังแรงงานไปขายให้นายจ้าง ผู้นั้นก็จะกลายเป็นลูกจ้าง ถ้าเอาพลังแรงงานไปทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ ทำประมง พอเลี้ยงชีพ ผู้นั้นก็จะเป็นเกษตรกร ถ้าเอาพลังแรงงานไปผลิตของ รับของมาขาย หรือทำการรับจ้างทั่วไปโดยไม่มีนายจ้าง มีแต่ผู้ว่าจ้าง (เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขับแท็กซี่) คนผู้นั้นก็กลายเป็นแรงงานอิสระเพราะฐานเศรษฐกิจ หรือการได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพ (Means of Subsistence) หรือ (Means of Living) ของคนเหล่านี้ ล้วนแต่ต้องอาศัยพลังแรงงานอย่างง่าย (Simple Labour) ไม่ต้องใช้พลังความคิดหรือพลังแรงงานซับซ้อน (Complicated Labour)
คนเหล่านี้จึงถูกเรียกรวมๆ กันว่า “ผู้ใช้แรงงาน” แต่ถ้าเมื่อใดที่รวมเอาผู้ใช้แรงงานซับซ้อน ใช้แรงงานทักษะ ใช้แรงงานวิชาชีพ และการจัดการรวมเข้าไปด้วย ก็มักจะถูกเรียกรวมๆ กันว่า กำลังแรงงาน (Labour Force) เพราะฉะนั้น ฐานเศรษฐกิจของผู้ใช้แรงงานจึงหมายถึง ปัจจัยยังชีพของผู้ใช้แรงงานที่ส่วนใหญ่ได้จากน้ำพักน้ำแรง (Labour Power) ที่ไม่ซับซ้อน เป็นการใช้แรงงานอย่างง่าย เช่น การเป็นลูกจ้างธรรมดาในโรงงาน การผลิตของขายเล็กๆ น้อยๆ การทำการเกษตร เป็นต้น
การสร้างความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน จำเป็นต้องมีฐานเศรษฐกิจที่พึ่งพิงได้ของตนเอง เช่น ผู้ใช้แรงงานจะต้องมีรายได้พอที่จะเก็บออม หรือแบ่งสมทบเป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง (Mutual Help Fund) ในรูปของการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และประสานกันเป็นเครือข่ายจัดตั้งธนาคารลูกจ้างเป็นศูนย์ประสานงาน (ต้นแบบที่ควรศึกษา คือ อาณาจักรธุรกิจชุมชนคนงานในมอนดรากอน แคว้นบากส์ ประเทศสเปน)
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน และเก็บค่าสมาชิกเป็นทุนเพื่อการประชุมการศึกษาอบรม การติดต่อเผยแพร่ และการจัดตั้ง “กองทุนฉุกเฉิน” ไว้ใช้ยามวิกฤต เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ คนถูกปลดจากงาน เกิดความขัดแย้งกับนายจ้างจนถึงขั้นนัดหยุดงาน กองทุนประเภทนี้ในต่างประเทศจึงมักเรียกกันว่า กองทุนเพื่อการนัดหยุดงาน (Strike Fund)
ปรัชญานักสหภาพแรงงานที่เชื่อมั่นในกองทุนนัดหยุดงานก็คือ ถ้าไม่มีกองทุนก็เสี่ยงที่จะถูกนายจ้างปิดงานงดจ้าง (Lock Out) เมื่อเกิดความขัดแย้ง แต่ถ้ามีกองทุนและกองทุนใหญ่พอ นายจ้างก็พยายามหลีกเลี่ยงการปิดงานงดจ้าง และลูกจ้างเองก็ไม่จำเป็นต้องนัดหยุดงาน เพราะอาจตกลงกันได้ง่าย เมื่อเกิดความขัดแย้ง หากตกลงกันไม่ได้ จะมีการปิดงานหรือนัดหยุดงานยาวนาน เช่น สหพันธ์สิ่งทอของญี่ปุ่นเคยบอกผู้วิจัยว่า พวกเขาสามารถนัดหยุดงานได้ 1 ปี โดยที่สมาชิกสหภาพแรงงานทุกคนสามารถรับเงินเดือนเท่าเดิมทุกคนจากกองทุนนัดหยุดงาน
แต่ในประเทศไทยแทบจะไม่มีสหภาพใดมีกองทุนประเภทนี้ เพราะเป็นสหภาพขนาดเล็กในโรงงาน ถูกกดดันทั้งนายจ้างและราชการให้จำกัดตัวเองเป็นเพียงสหภาพในโรงงาน จึงรวมคนได้น้อย รวมทุนได้น้อย ขณะที่ในยุโรปส่วนใหญ่เป็นสหภาพระดับอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยลูกจ้างจากหลายๆ โรงงาน หลายๆ สถานประกอบการ สำหรับในต่างประเทศกองทุนนัดหยุดงานมีขนาดใหม่มาก และในยามปกติกองทุนเหล่านี้กลายเป็นเงินออมขนาดใหญ่ ที่สามารถนำไปสร้างสรรค์พัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมผ่านระบบธนาคารพาณิชย์
ด้วยตระหนักในสถานการณ์ดังกล่าว ทางโครงการจึงพยายามค้นหาช่องทางที่จะทำสงครามความคิด (War of Position) โดยกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจเกื้อกูล โดยการจัดตั้งรวมกลุ่มให้เกิดการสานเสวนาระหว่างผู้ใช้แรงงานในโรงงาน กับผู้ใช้แรงงานนอกโรงงาน ทั้งประเภทเกษตรกรและอาชีพอิสระอื่นๆ ให้ผู้ใช้แรงงานที่ดำรงชีพแตกต่างกันเหล่านี้ได้เห็นรูปธรรมว่า แท้จริงแล้วแรงงานในโรงงานต้องพึ่งแรงงานนอกโรงงานอย่างไร แรงงานนอกโรงงานต้องพึ่งแรงงานในโรงงานอย่างไร
รูปธรรมที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ แรงงานในโรงงานที่มาจากอีสานมักจะนำลูกมาฝากให้คุณย่า คุณยายในชนบทช่วยเลี้ยงดู คุณย่า คุณยาย เหล่านี้คือเกษตรกรนั่นเอง แต่เกษตรกรภาคอีสานมีตัวเลขสถิติชี้ชัดว่า ต้องพึ่งรายได้ภาคเกษตรถึง 76% นั่นคือ รายได้ 100 บาท ได้จากไร่นาเพียง 24 บาท ได้จากนอกไร่นา 76 บาท รายได้นอกไร่นาที่เป็นหลักก็คือ รายได้ที่ลูกๆ ที่เป็นคนงานในโรงงานส่งไปให้นั่นเอง
นี่ก็หมายความว่า ถ้าค่าจ้างของคนงานเพิ่มขึ้น คนงานจำนวนมากก็มีเงินส่งกลับบ้านช่วยเหลือพ่อแม่ในชนบทมากขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าชาวนาขายข้าวได้ราคาดี รายได้จากไร่นาสูงขึ้น ก็จะช่วยลดภาระให้แก่ลูกๆ ที่เป็นคนงานไปด้วยความเข้าใจต่อข้อเท็จจริงนี้มีมากขึ้น เมื่อโครงการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานได้แลกเปลี่ยนปัญหาเชิงรูปธรรมของกันและกัน ความเข้าใจนี้จึงนำไปสู่การค้นหาแนวทางเกื้อกูลกันระหว่างคนงานในโรงงานและนอกโรงงาน
เช่น การตั้งกลุ่มออมทรัพย์ร่วมกัน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยหนี้สิน ซื้อขายสินค้าที่ช่วยลดรายจ่ายและเสริมรายได้แก่กัน หมายความว่า ถ้าคนงานซื้อของราคาถูก ช่วยลดรายจ่าย ช่วยลดภาระหนี้สิน ก็จะมีเงินเหลือส่งให้พ่อแม่และลูกมากขึ้น
ขณะเดียวกันเครือข่ายที่เป็นเกษตรกรผู้ผลิตก็สามารถที่จะขายสินค้าให้แก่คนงานผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลางหลายขั้นตอน ก็ไม่ถูกกดราคา และยังสามารถซื้อสินค้าจากโรงงานด้วยราคาถูกกว่าตลาด เพราะคนงานบางโรงงานมีสิทธิซื้อสินค้าราคาถูกกว่าตลาดจากนายจ้างได้ และนำมาขายต่อราคาถูกให้คนนอกโรงงานและในโรงงานอื่นๆ
การพึ่งพาเกื้อกูลในเชิงรูปธรรมเช่นนี้ จะทำให้วาทกรรมครอบงำที่สร้างความแตกแยกและแปลกแยกระหว่างกันลดลงไปในหมู่สมาชิกที่เป็นเครือข่ายสังคมเพื่อน และเครือข่ายเศรษฐกิจเกื้อกูล รูปธรรมนี้เห็นได้ชัดในเครือข่ายสังคมเพื่อน “ปราจีนบุรี” ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจ “ทวิลักษณ์” ด้านหนึ่งเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมเอกชน อีกด้านหนึ่งเป็นเขตเกษตรกรรมของชาวบ้าน จุดพบกันของเศรษฐกิจ “ทวิลักษณ์” คือ อ.กบินทร์บุรี
ฐานเศรษฐกิจของผู้ใช้แรงงานทั้งในระบบ (โรงงาน) และนอกระบบ (นอกโรงงาน) จึงต้องอาศัยปัจจัยยังชีพที่เป็นค่าจ้าง และรายได้จากการผลิตน้อย (Petty Production) และการค้าขายย่อยๆ (Petty Trading) ของแรงงานอิสระทั้งหลาย
การรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงานทั้งสองประเภท ทั้งในรูปขององค์กรแรงงาน (สหภาพและสหพันธ์) และในรูปของกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า สถาบันการเงินตำบล และหมู่บ้านชุมชนคนงาน จะเป็นการสะสมทุนและสมทบทุนย่อยๆ ผ่านสหภาพแรงงาน (ค่าสมาชิก เงินสมทบกองทุน) และผ่านเครือข่ายเศรษฐกิจเกื้อกูล (กำไร เงินออม) จะสร้างฐานเศรษฐกิจพึ่งตนเอง สนับสนุนกิจกรรมทั้งขาสิทธิขาสร้าง เป็นเสมือนน้ำและอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย (ขบวนการ) ให้ก้าวเดินขับเคลื่อนไปข้างหน้า
กล่าวโดยสรุป การสร้างความเข้มแข็งโดยการพัฒนาความคิด จิตวิญญาณ การจัดตั้งและการจัดการ และฐานเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่งทั้งในระบบและนอกระบบ ที่สามารถยกระดับความคิด จิตสำนึก เป็นพลังการเปลี่ยนแปลง (Force of Change) และคนกลุ่มนี้ยังคงดำเนินกิจกรรมการขับเคลื่อนขบวนการแรงงานต่อไป







