posttoday
ญี่ปุ่นลุยอาเซียนอนาคตเศรษฐกิจแห่งสุดท้าย

ญี่ปุ่นลุยอาเซียนอนาคตเศรษฐกิจแห่งสุดท้าย

23 เมษายน 2557

เป็นข่าวความเคลื่อนไหวมาได้สักพักใหญ่ สำหรับการที่ญี่ปุ่นลดการลงทุนในจีนลงและหันมาเพิ่มการลงทุน

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

เป็นข่าวความเคลื่อนไหวมาได้สักพักใหญ่ สำหรับการที่ญี่ปุ่นลดการลงทุนในจีนลงและหันมาเพิ่มการลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แทน โดยล่าสุดองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ได้เปิดเผยว่า ในปี 2013 ที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นได้ลงทุนอาเซียนเป็นมูลค่าถึง 2.33 ล้านล้านเยน ขณะที่การลงทุนในจีนอยู่ที่ราว 8.87 แสนล้านเยน หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากกว่าจีนถึง 3 เท่าแล้ว

นอกจากนี้ หากเทียบกับในปี 2012 ทุนญี่ปุ่นที่ไหลเข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ขณะที่ปริมาณทุนที่ไหลเข้าสู่แดนมังกรลดลงไปถึง 18%

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การลงทุนของญี่ปุ่นในจีนลดลงมาจากการที่ค่าจ้างในจีนปรับตัวสูงขึ้น จากการที่รัฐบาลจีนหันมาปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นแบบเน้นการบริโภคภายในประเทศ แทนที่เน้นการส่งออก

ผลสำรวจจากเจโทรเปิดเผยว่า ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของจีนขณะนี้ทะยานสูงขึ้นจนแซงหน้าไทยไปแล้ว ทั้งสูงกว่าเวียดนามถึง 2 เท่า และสูงกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ถึง 3 เท่า

นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งกรณีสิทธิในการครอบครองเกาะเซนกากุ หรือเตียวหยู บริเวณทะเลจีนตะวันออก ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นตัดสินใจลดปริมาณการลงทุนในจีน และยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก เมื่อจีนประกาศเขตป้องกันภัยทางน่านฟ้า (เอดีไอแซด) ครอบคลุมบริเวณหมู่เกาะดังกล่าวพร้อมประกาศให้อากาศยานทุกลำที่บินผ่านบริเวณนั้นต้องแสดงตัวตน มิฉะนั้นจีนจะจัดการขั้นเด็ดขาด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นในจีนรู้สึกว่าธุรกิจของตนอยู่ในภาวะเสี่ยง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า หากความขัดแย้งของทั้งสองประเทศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จีนอาจทำการเข้ายึดธุรกิจของญี่ปุ่นในจีนก็เป็นได้ ทำให้บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งตัดสินใจกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นๆ อย่างอาเซียนมากยิ่งขึ้น

“นักธุรกิจญี่ปุ่นตระหนักดีถึงความเสี่ยงในการลงทุนในจีน หลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีนปะทุขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องคิดหาทางที่จะกระจายการลงทุนมากขึ้น” อิมาสุ วากามัตซึ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าอาเซียน กล่าว

ทั้งนี้ ฐานการผลิตที่มีศักยภาพในการแข่งขันนับเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก จนได้ชื่อว่าเป็นพ่อค้าของโลกเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ต้นทุนการผลิตในญี่ปุ่นนับว่าสูงมากหากเทียบกับในเอเชียด้วยกัน จนบริษัทในญี่ปุ่นต้องออกไปลงทุนยังต่างประเทศที่มีต้นทุนถูกกว่าแทน โดยถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินขนานใหญ่เพื่อกดค่าเงินเยนให้อ่อนลง โดยหวังให้นักลงทุนญี่ปุ่นกลับมาลงทุนภายในประเทศมากขึ้น ทว่าก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่นมีราคาถูกพอจะแข่งขันในตลาดโลกได้

“บริษัทญี่ปุ่นไม่ค่อยอยากลงทุนกับตลาดภายในประเทศมากนัก ถึงแม้ค่าเงินเยนจะปรับตัวอ่อนลงก็ตาม เนื่องจากญี่ปุ่นยังเป็นแหล่งผลิตและการประกอบกิจการที่มีต้นทุนสูง” โรเบิร์ต ไพรเออร์วันเดสฟอร์ด หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของธนาคารเครดิตสวิส กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นญี่ปุ่นยังประสบกับปัญหาภาวะเงินฝืดมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศญี่ปุ่นต่ำ รวมถึงจำนวนประชากรลดลง ทำให้ตลาดญี่ปุ่นไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้

กอปรกับมาตรฐานชีวิตและค่าครองชีพที่สูงทำให้ค่าแรงขั้นต่ำของญี่ปุ่นสูงที่สุดในเอเชียอีกด้วย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8.32 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าจีนที่อยู่ที่ 1.19 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

พร้อมกันนี้ อุตสาหกรรมญี่ปุ่นยังประสบกับปัญหาขาดแคลนพลังงานในประเทศ จากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วประเทศ หลังเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมา เมื่อปี 2011 ญี่ปุ่นจึงต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อทดแทนพลังไฟฟ้านิวเคลียร์จนขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง

การเข้ามาลงทุนในอาเซียนจึงอาจเป็นความหวังสุดท้ายสำหรับญี่ปุ่นในการประคับประคองให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเดินหน้าต่อไปได้ เพราะอาเซียนถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่การบริโภคภายในสูงจากชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัว นอกจากนี้ อาเซียนยังได้เปรียบจีนตรงที่ยังมีค่าแรงที่ยังถูกอยู่ และมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้จีน ดังนั้นบริษัทญี่ปุ่นสามารถใช้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ถูกลงแต่ยังสามารถส่งสินค้าไปขายยังจีนได้เหมือนเดิม

“ฐานการผลิตในอาเซียนมีศักยภาพในการแข่งขันสูงมาก และยังสามารถเห็นความต้องสินค้าเพิ่มขึ้นในทุกที่จากจนชั้นกลางที่กำลังขยายตัว” ไพรเออร์วันเดสฟอร์ด กล่าว

ด้านบลูมเบิร์กรายงานว่า การเบนเข็มการลงทุนจากจีนมาสู่อาเซียนยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นในการเสริมความใกล้ชิดด้านความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนญี่ปุ่น เพื่อคานอิทธิพลของจีนในภูมิภาค โดยปัจจุบันญี่ปุ่นได้ริเริ่มโครงการที่จะส่งผู้ช่วยครูชาวญี่ปุ่นกว่า 3,000 คน มาสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับประชาชนในอาเซียนภายในปี 2020 นี้

ในปัจจุบันญี่ปุ่นได้เริ่มเบนเข็มการลงทุนจีนสู่อาเซียนมาขึ้นแล้ว โดยผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นจำนวน 3,471 บริษัทของเจโทรเปิดเผยว่า บริษัทญี่ปุ่น 75% ได้ตัดสินใจที่จะขยายการลงทุนในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งสูงกว่าผลสำรวจในปี 2011 ถึง 56% และยังเห็นได้จากการเข้าลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมติลาวาของพม่า ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากนครย่างกุ้ง ที่ชนชั้นกลางกำลังเจริญเติบโต และยังสามารถขนส่งสินค้าไปขายยังภาคใต้ของจีนได้อีกด้วย

อาเซียนจึงนับเป็นความหวังอันเรืองรองสำหรับญี่ปุ่น เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาของประเทศให้ดำเนินต่อไปได้ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI