
ศก.โลกมีแววสะดุดรับแนวโน้มค่าแรงพุ่ง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ปิดฉากเศรษฐกิจโลกไตรมาสแรกชนิดไม่ค่อยจะสวยงามมากนัก ยืนยันได้จากรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของบรรดาชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ทั้งสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และยุโรป ที่แม้ผลงานจะไม่ได้ซบเซาทรุดหนักเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้าที่ผ่านมา แต่ทว่าตัวเลขดังกล่าวก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นเช่นกันว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างเชื่องช้ามาก จนเข้าข่ายเป็นการเติบโตต่ำที่จะเป็นอันตรายต่อการฟื้นตัวในภาพรวม
ทั้งนี้ หนึ่งในปัญหาสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกก็คือ ประเด็นเรื่องแรงงานและการจ้างงาน เนื่องจากแรงงานเหล่านี้ถือเป็นกำลังการบริโภคหลักที่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวเติบโตภายในประเทศได้เป็นอย่างดี
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ยิ่งแรงงานมีงานทำ ก็จะยิ่งมีกำลังซื้อมาก และย่อมจะช่วยให้เศรษฐกิจมีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ใจความสำคัญของแรงงานไม่ได้อยู่ที่อัตราการว่างงานหรือจำนวนคนตกงานไม่มีงานทำอีกต่อไป เห็นได้จากตัวเลขว่างงานในหลายประเทศเริ่มปรับตัวลดลงเรื่อยๆ เช่น สหรัฐ ทรงตัวที่ 6.7% จากที่เคยมีอัตราว่างงานสูงสุดถึง 10.8% หรือที่ญี่ปุ่นปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ที่ 3.6%
เรียกได้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเริ่มมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จนบางประเทศอยู่ในอัตราเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับตัวเลขก่อนเกิดวิกฤตการเงินในช่วงปี 20082009
แต่ปัญหาน่ากลุ้มหลักก็คือแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานในแต่ละประเทศที่ตกอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วน คือธุรกิจห้างร้านเข้าใจและเห็นความจำเป็นที่ต้องขึ้นค่าแรงให้กับพนักงาน แต่จนใจที่สามารถขึ้นได้หรือขึ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะกิจการยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งเพียงพอ
ทั้งนี้ ท่ามกลางแนวโน้มที่เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัวได้เรื่อยๆ นี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อว่าต้นทุนทางธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนค่าแรงมีแววว่าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอนและไม่อาจยับยั้งได้ เช่น กรณีของสหรัฐ ผลสำรวจจากสมาคมเศรษฐกิจธุรกิจแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอบีอี) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2014 พบว่า 35% ของธุรกิจระบุว่าต้องเพิ่มค่าจ้างและเงินเดือนให้กับบรรดาลูกจ้างของบริษัท
ขณะที่ในกรณีของญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจแดนปลาดิบที่เริ่มสดใสนี้ นอกจากจะเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “อาเบะโนมิกส์” ตามนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น อีกส่วนหนึ่งคือการที่หลายบริษัทใช้วิธีจำกัดงบประมาณ ตัดลดรายจ่ายเข้าช่วย ดังนั้นเพื่อให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นแข็งแกร่งได้อย่างแท้จริง ญี่ปุ่นจำเป็นต้องขึ้นค่าแรงพนักงานเพื่อเพิ่มและกระตุ้นกำลังบริโภคภายในประเทศให้ได้
เดนนิส บอทแมน และ ซอลตัน จาแคป แสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ อีโคโนมอนิเตอร์ ว่า ที่ผ่านมากำลังบริโภคในญี่ปุ่นเป็นไปอย่างจำกัด เพราะค่าแรงลดลง ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาประหยัดอดออมเป็นหลัก ดังนั้นภายใต้แผนอาเบะโนมิกส์ สิ่งที่ต้องดำเนินการขั้นต่อไปก็คือ การปรับขึ้นค่าแรงให้ได้ภายในปีนี้ หรืออย่างช้าสุดปีหน้า เพื่อช่วยทำลายวงจรเงินฝืดด้วยการขึ้นค่าแรง ซึ่งจะทำให้คนมีกำลังบริโภคและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ภาคธุรกิจลงทุน
สำหรับในส่วนของจีน ภายใต้การปฏิรูปของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ซึ่งประกาศเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะหันมาพึ่งพากำลังการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักแทนที่ภาคการส่งออก ดังนั้นการปรับขึ้นค่าแรงของบรรดาลูกจ้างแรงงานจึงถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อให้เป้าหมายข้างต้นบรรลุผลสำเร็จ
เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นจีนในเมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น นครเซี่ยงไฮ้ เมืองเทียนจิน รวมถึงกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ ได้ประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำระหว่าง 11.412.3% เช่นในเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ปรับค่าแรงขั้นต่ำ 12.3% จาก 1,620 หยวนต่อเดือน เป็น 1,820 หยวนต่อเดือน ขณะที่ค่าแรงรายชั่วโมงยังปรับเพิ่มขึ้นจาก 14 หยวน เป็น 17 หยวน
ด้านภูมิภาคยุโรป แม้จะยังหลงเหลือผลกระทบจากวิกฤตหนี้สาธารณะ แต่ด้วยปัจจัยเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้จำเป็นต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นเป็นการด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเงินฝืดซ้ำรอยกรณีของญี่ปุ่น โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า หนึ่งในมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเงินเฟ้อก็คือการขึ้นค่าแรงของพนักงานในยุโรปเป็นสำคัญ เนื่องจากจะช่วยกระตุ้นการบริโภคให้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปได้อนุมัติเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเรียบร้อยแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น เยอรมนี ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเพิ่งจะอนุมัติกำหนดให้มีค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 8.5 ยูโร เมื่อต้นเดือน เม.ย. ขณะที่ผลสำรวจก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าบรรดาภาคธุรกิจในเมืองเบียร์เริ่มขึ้นค่าแรงให้กับลูกจ้าง โดยที่ภาคการก่อสร้างขึ้นค่าแรงให้ลูกจ้างสูงถึง 70%
หรือตัวอย่างในสวิตเซอร์แลนด์ ที่รัฐบาลเตรียมลงประชามติการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 22 ฟรังก์ต่อชั่วโมง หรือ 4,000 ฟรังก์ต่อเดือน จนทำให้ค่าแรงขั้นต่ำในสวิตเซอร์แลนด์เป็นค่าแรงที่แพงที่สุดในโลกไปโดยปริยาย ขณะที่ค่าแรงในอังกฤษในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7% โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ค่าแรงปรับขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ที่ 1.6%
เรียกได้ว่า หากสรุปจากสถานการณ์แรงงานที่เกิดขึ้นในหลายประเทศหลายภูมิภาค จะเห็นได้ว่า ค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความต้องการที่จะเพิ่มกำลังซื้อ กำลังการบริโภคของคนในประเทศ เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ขยายตัวเติบโตต่อไปได้ รวมถึงหลุดพ้นจากสภาวะโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการขึ้นค่าแรงครั้งนี้เป็นเสมือนดาบสองคมที่อาจส่งผลเสียต่อการเติบโตของภาคธุรกิจและการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจได้เช่นกัน เห็นได้จากบรรดาผู้ประกอบการในหลายประเทศเริ่มส่งเสียงโอดครวญถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่ได้รับนอกเหนือจากปัญหาการสั่งซื้อและการทำยอดขาย
ผลสำรวจของเอ็นเอบีอี สหรัฐ ระบุชัดว่า ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถแบ่งเบาภาระต้นทุนด้วยการขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้ เพราะต้องหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดกับยอดขายหรือรายได้ของบริษัทเอง ขณะที่ในยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เหล่าผู้ประกอบการเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องตัดลดจำนวนคนงานเพื่อให้สามารถจ่ายค่าแรงขั้นต่ำได้
ขณะที่ในจีน ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนหรือผู้ประกอบการต่างชาติเริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิตออกจากจีนหาแหล่งใหม่ที่ถูกกว่า ส่วนญี่ปุ่น ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้หลายบริษัทเริ่มลังเลที่จะลงทุนขยับขยายกิจการของตนเองเพิ่มเติม
ทั้งนี้ กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาให้ดีเสียแล้วว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน เมื่อค่าแรงของแรงงานมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้







