posttoday
ลดรายได้เพิ่มรายข่าย

ลดรายได้เพิ่มรายข่าย

22 เมษายน 2557

แต่ไหนแต่ไรมา เราถูกสอนว่า คนเราจะอยู่รอดได้ ธุรกิจจะอยู่รอดได้ และประเทศชาติจะอยู่รอดได้ ต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย เมื่อมีปัญหาด้านการเงินการคลัง

แต่ไหนแต่ไรมา เราถูกสอนว่า คนเราจะอยู่รอดได้ ธุรกิจจะอยู่รอดได้ และประเทศชาติจะอยู่รอดได้ ต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย เมื่อมีปัญหาด้านการเงินการคลัง

แต่หลายปีที่ผ่านมาได้เกิดทฤษฎีใหม่ขึ้นในเมืองไทยว่า คนไทยจะอยู่รอดได้และรวยได้ ต้องเพิ่มรายจ่ายถึงรายได้จะไม่เพิ่ม โดยให้ก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายธุรกิจจะเติบใหญ่รุ่งเรืองมีกำไร ถ้ากู้เงินมาใช้จ่ายลงทุนเพิ่ม และถ้าจะทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจเติบใหญ่ รัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเพิ่มเช่นเดียวกัน

ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ถ้าทำให้คนไทยใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก่อหนี้เพิ่มขึ้น ก็จะทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ เมื่อการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของประชาชนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็จะขยายตัว ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่กำหนด

เช่นเดียวกัน ทฤษฎีมีหลักคิดว่าธุรกิจจะเติบโตมีกำไรจะต้องใช้จ่ายลงทุนเพิ่ม รายได้จะได้เพิ่มตาม เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นก็จะมีเงินไปจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นที่กู้มาใช้จ่ายลงทุน เมื่อกำไรเพิ่มขึ้นเพราะกู้เงินมาลงทุน กำไรต่อหุ้นก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การลงทุนภาคธุรกิจขยายตัว เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น จีดีพีก็จะเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่กำหนด

ท้ายที่สุด ประเทศชาติหรือรัฐบาลจะต้องเพิ่มการใช้จ่ายทุกรูปแบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ารัฐบาลมีรายได้จากภาษีอากรและรายได้อื่นๆ ไม่เพียงพอ ก็ให้ไปกู้เงินมาใช้ โดยทำงบประมาณขาดดุล หรือหาทางกู้เงินนอกงบประมาณตามแต่โอกาสจะอำนวย เมื่อรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายเศรษฐกิจก็จะเติบโต จีดีพีก็จะเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่กำหนดอีกเหมือนกัน

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เกิดขึ้นในขณะที่คนไทย นักธุรกิจไทย และรัฐบาลไทยประกาศว่าจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต ในการบริหารธุรกิจและบริหารเศรษฐกิจของชาติ

แม้แต่ในมาตรา 83 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็กำหนดไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แต่หลังจากที่เวลาผ่านไปไม่กี่ปี จีดีพีของไทยที่เคยขยายตัวปีละ 78% เป็นเรื่องปกติ บางปีโตขึ้นเป็นเลข 2 หลัก ก็เริ่มขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 5 ซึ่งเป็นเกณฑ์แค่พอยอมรับได้ของเศรษฐกิจประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย โดยเฉพาะ 2 ปีหลังที่คาดว่าจะขยายตัวเพียงร้อยละ 3 หรือต่ำกว่านั้น ในขณะที่หนี้ของประชาชนหรือหนี้ครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นมาล่าสุดถึงร้อยละ 82 ของจีดีพี ใกล้ทะลุอัตราอันตรายร้อยละ 85 ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกำลังมีปัญหา ไม่สามารถชำระหนี้ตามข่าวที่องค์กรภาคธุรกิจ เช่น สภาหอการค้า หรือสภาอุตสาหกรรม แถลงต่อสื่อมวลชน ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ไม่มีสิทธิผูกขาด และไม่สามารถครอบงำตลาด ต่างต้องดิ้นรนขวนขวายลดรายจ่ายเพื่อความอยู่รอด หวังว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว ปัญหาการเมืองจะได้รับการแก้ไขให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นครึ่งปีแรก ซึ่งจริงๆ ไม่มีใครทราบว่าปัญหาทั้งสองจะคลี่คลายตัวออกไปตามที่คาดเดากันหรือเปล่าและเมื่อไร

แน่นอนว่าบริษัทหรือกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่มีสิทธิผูกขาดในการดำเนินธุรกิจผ่านสัมปทานของรัฐ หรือใช้อำนาจเงินและอำนาจทางการตลาดครอบงำตลาดทั้งประเทศย่อมเดือดร้อนน้อยหน่อย อย่างมากแค่ขาดทุนกำไร ซึ่งไม่เป็นไร เพราะรัฐบาลได้ลดภาษีรายได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 ลงมาเหลือเพียงร้อยละ 20 ในปี 2556 ทำให้มีเงินเหลือจ่ายให้นายทุนผู้ถือหุ้นได้ตามปกติ

สำหรับรัฐบาลนั้น แน่นอนว่าต้องเดือดร้อน เพราะได้นำนโยบายหรือทฤษฎีใหม่ ได้แก่ ทฤษฎีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดรายได้และเพิ่มรายจ่ายมาใช้อย่างสุดๆ

ตัวอย่างเช่น การรับจำนำข้าวที่ต้องใช้เงินรับจำนำหรือซื้อข้าวมาเก็บไว้ในโกดังปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันกลับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงไปถึงร้อยละ 10 ทำให้รายได้ของรัฐบาลหายไปเฉยๆ 1.5 แสนล้านบาท

โดยประมาณ สิริรวมแล้วรายได้ของรัฐบาลหายไปประมาณ 2.5 แสนล้านบาทต่อปี

นอกจากนั้น ยังปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาชั้นสูงสุดจากร้อยละ 37 เหลือร้อยละ 35 และปรับเพิ่มขึ้นอัตราภาษีเงินได้สำหรับการคำนวณเงินได้สุทธิจากเดิม 5 ขั้น เป็น 7 ขั้น ทำให้รายได้ของรัฐบาลขาดหายไปอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งผลของการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณภาษีแบบใหม่ ทำให้ผู้ที่มีรายได้สูงสามารถประหยัดเงินภาษีไปได้ปีละหลายแสนบาทหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับรายได้ส่วนที่เกินระดับ 7 คือ ประมาณ 4 ล้านบาทต่อปี ว่ามากน้อยเพียงใด

นโยบายของรัฐบาลทำให้หน่วยธุรกิจที่มีกำไร โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกำไรปีละหมื่นล้านแสนล้านไม่กี่แห่งในประเทศ เสียภาษีน้อยลงรวมกันปีละประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ประชาชนคนที่ต้องเสียภาษีเงินได้สูง เสียภาษีน้อยลงรวมๆ กันประมาณอีก 3-4 หมื่นล้านบาท

ข้อเท็จจริงคือ รายจ่ายของผู้เสียภาษีที่ลดลงเหล่านี้ คือรายได้ของรัฐที่สูญเสียไปนั่นเอง ดูๆ แล้วการลดภาษีให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาก็ไม่มีอะไรต่างจากการใช้เงินภาษีไปรับจำนำข้าว หรือจ่ายคืนภาษีรถคันแรก

สรุปแล้ว รัฐบาลจ่ายเงินภาษีอากรให้กับชนทุกชั้น ตั้งแต่เกษตรกร ชาวนาชาวไร่ นักธุรกิจ ผู้บริหาร ลูกจ้างแรงงาน แพทย์ และวิศวกร ใครมีรายได้มากได้รับผลประโยชน์มาก ใครมีรายได้น้อยได้รับผลประโยชน์น้อย ถ้าคำนวณผลประโยชน์จากเม็ดเงินส่วนลดที่ได้รับ ถึงจะมีความพยายามที่จะอธิบายว่า ถ้าคำนวณผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นร้อยละของรายได้หรือจากฐานภาษีที่เคยจ่ายในอัตราเดิม ผู้ที่มีรายได้น้อยจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าผู้ที่มีรายได้มากก็ตาม

ส่วนแตกต่างที่สำคัญระหว่างการเอาเงินออกจากกระเป๋าของรัฐไปจ่ายให้ชาวนา กับการลดภาษีให้กับหน่วยธุรกิจและบุคคลธรรมดาผู้เสียภาษี คือ การจ่ายเงินให้ชาวนามีโอกาสรั่วไหลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่วนการลดภาษีให้หน่วยธุรกิจและบุคคลธรรมดาไม่มีการรั่วไหล รัฐลดภาษีให้เท่าไรได้รับไปเท่านั้น ไม่ต้องเสียเบี้ยรายทางให้ใคร นับเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่ง

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และรายได้ลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนกันตามที่อ้าง รัฐจะหารายได้ที่ไหนมาชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปปีหนึ่งรวมๆ กันประมาณ 3 แสนล้านบาท (ภาษีนิติบุคคล 1.5 แสนล้านบาท ภาษีบุคคลธรรมดา 4 หมื่นล้านบาท รายจ่ายค่ารับจำนำข้าว 1 แสนล้านบาท สินค้าเกษตรอื่นๆ 1 หมื่นล้านบาท)

รัฐบาลให้เหตุผลในการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า จะทำให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เคยหนีภาษียอมเข้าเสียภาษีในระบบ เพราะอัตราจัดเก็บลดลง บริษัทห้างร้านจะใช้จ่ายเงินเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นจากเงินส่วนที่ประหยัดได้จากการได้รับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จะมีการตั้งบริษัทห้างร้านเพิ่มขึ้น เพราะได้รับแรงจูงใจจากการลดอัตราภาษี โดยเฉพาะจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศสนใจที่จะเข้ามาลงทุน เมื่อรัฐบาลไทยเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยอัตราใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ในระยะยาว เหตุผลทั้งหลายที่นำมาอ้างเพื่อปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจส่งผลกระทบให้ฐานการจัดเก็บภาษีขยายตัวกว้างขึ้นจริง แต่ในขณะนี้การใช้นโยบายลดรายได้ เพิ่มรายจ่าย กำลังทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้ ประมาณ 68 หมื่นล้านบาท ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากกำลังจะอยู่ไม่ได้ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง หนี้สาธารณะมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทะลุร้อยละ 50 ของจีดีพี ทั้งๆ ที่หนี้สาธารณะจำนวนมากถูกซุกไว้ที่สถาบันการเงินของรัฐ กว่าที่ผลจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจะทำให้ฐานภาษีขยายตัวขึ้น ทำให้จัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นชดเชยกับส่วนที่สูญเสียไป รัฐบาลอาจต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นจนกระทบถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลง ต้นทุนในการระดมทุนเพิ่มขึ้น ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่จะทบทวนนโยบายนี้ก่อนที่จะสายเกินแก้

ผมไม่เชื่อครับว่า ถ้าคนไทยมีหนี้เพิ่มขึ้นจะทำให้ทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ เพราะเท่าที่เคยเห็นมา คนที่มีหนี้สินพะรุงพะรังมักจะไม่มีสมาธิและความตั้งใจที่จะทำงาน เพราะมัวไปพะวงเรื่องหนี้ว่าจะจับแพะชนแกะอย่างไรดี ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจจะต้องมีการก่อหนี้เพื่อลงทุน แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่เชื่อมั่นได้ว่า เมื่อลงทุนไปแล้วจะมีกำไรพอที่จะชำระหนี้ได้ นักธุรกิจไม่มีวันลงทุนเพิ่ม ถ้าลงทุนไปแล้วไม่มีกำไร เพราะฉะนั้นการลดอัตราภาษีจากผลกำไร จึงไม่น่าจะใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้นักธุรกิจตัดสินใจที่จะลงทุน แต่ถ้ามีโอกาสทำกำไร ถึงจะต้องเสียภาษีจากผลกำไรสูง เขาก็พร้อมที่จะลงทุน

มีผู้ชอบเปรียบเทียบอัตราภาษีนิติบุคคลของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ ว่าอัตราภาษีของไทยสูงกว่า ทำให้นักธุรกิจที่ลงทุนในประเทศไทยเสียเปรียบ ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ถ้าไม่ลดลงมาให้เท่ากับประเทศเหล่านั้น

การเปรียบเทียบลักษณะนี้ ไม่ได้นำปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการลงทุนมาเปรียบเทียบด้วย เช่น ค่าเช่าออฟฟิศในสิงคโปร์หรือฮ่องกงที่สูงกว่าในกรุงเทพมหานครมากมาย ค่าอาหารการกินที่ดีกว่าและถูกกว่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพกว่าในประเทศไทย ที่ทำให้ผู้บริหารต่างชาติอยากที่จะเข้ามาทำงาน ฯลฯ

เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่สามารถลดรายจ่ายลงได้ ก็ควรทบทวนว่าจะทำอย่างไรจะหารายได้เพิ่ม หรือถ้าเพิ่มไม่ได้ก็อย่าให้ลดลงก็ยังดี

อย่าไปตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ เลยครับว่า ลดรายได้ เพิ่มรายจ่ายไว้ก่อนเพื่ออนาคต เอาปัจจุบันให้ผ่านไปก่อนดีไหมครับ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI