
"ปู" หลุด-ครม.ร่วง ศาลรธน.ชี้ชะตาสุญญากาศ
สัปดาห์นี้นับเป็นอีกสัปดาห์ที่จะชี้ชะตาว่าการเมืองจากนี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร ทั้งสถานะความมั่นคงของรัฐบาล ไปจนถึงการต่อสู้ของกลุ่ม กปปส.
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สัปดาห์นี้นับเป็นอีกสัปดาห์ที่จะชี้ชะตาว่าการเมืองจากนี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร ทั้งสถานะความมั่นคงของรัฐบาล ไปจนถึงการต่อสู้ของกลุ่ม กปปส.
เริ่มตั้งแต่ 22 เม.ย. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตัวแทนพรรคการเมือง จะหารือร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง หากทุกฝ่ายมีข้อสรุปตรงกัน การเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในเดือน ก.ค.และเข้าสู่กระบวนการตั้งรัฐบาลใหม่ในช่วงเดือน ต.ค.
แน่นอนว่าอาจมีผลให้กระแสสนับสนุน กปปส.ลดลง แต่ถ้าล้มเหลวก็มีความเป็นไปได้ที่ตลอดทั้งปีนี้ประเทศไทยจะอยู่ในภาวะไร้รัฐบาล
ต่อด้วย 23 เม.ย. ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ขยายเวลาการชี้แจงคดีการโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกไปอีก 15 วัน จากเดิมที่ต้องครบกำหนดเมื่อวันที่ 18 เม.ย.
ถ้าศาลไม่อนุญาตตามที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ร้องขอก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลจะนัดวันวินิจฉัยคดี แต่ถ้าขยายเวลาก็เท่ากับว่ายิ่งลักษณ์ยังมีเวลาได้หายใจหายคออีกสักระยะ
จบเดือน เม.ย.ต่อด้วยเดือน พ.ค. ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมสรุปคดีจำนำข้าวเฉพาะความผิดที่จะเป็นเหตุให้ยิ่งลักษณ์ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
ทั้งนี้ ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์จะเป็นผลให้ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ ทันที จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติไม่ถอดถอน
ประเมินสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ถามว่ารัฐบาลกำลังเครียดกับเรื่องไหนมากที่สุด คงจะต้องเป็น “คดีโยกย้ายถวิล” มิเช่นนั้นคงไม่ออกแถลงการณ์ในนามศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ดักคอการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึง ป.ป.ช.
โดยสิ่งที่รัฐบาลกำลังครุ่นคิดอยู่ในเวลานี้ คือ “ยิ่งลักษณ์จะพ้นจากตำแหน่งเพียงคนเดียว” หรือ “ครม.ต้องตกเก้าอี้พร้อมกันทั้งคณะ”
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้คดีนี้ของยิ่งลักษณ์มีทั้งมุมที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ
ความได้เปรียบอยู่ตรงที่หากย้อนกลับไปดูคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเมื่อปี 2551 จะเห็นได้ว่าเมื่อนายกฯ พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุของการขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวแล้วไม่ได้ทำให้รัฐมนตรีที่เหลือในรัฐบาลต้องหลุดออกจากตำแหน่งไปด้วย
ครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ “สมัคร สุนทรเวช” พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยข้อหาการเป็นลูกจ้างจัดรายการโทรทัศน์ แต่ไม่ได้วินิจฉัยให้รัฐมนตรีที่เหลือต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
“เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181” (อ้างจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1213/2551)
เช่นเดียวกับการพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ของ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ภายหลังพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ก็มีผลให้เฉพาะสมชายที่มีสถานะเป็นหัวหน้าพรรคและรัฐมนตรีที่เป็นกรรมการบริหารพรรคเท่านั้นที่ต้องหลุดจากตำแหน่ง ส่วนคนอื่นๆ ยังทำหน้าที่ต่อไป ดังจะเห็นได้จากการขึ้นมาเป็นนายกฯ รักษาการของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รองนายกฯ ในขณะนั้น
ขณะที่ความเสียเปรียบ คือ ตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 171 กำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินของ ครม.โดยยึดหลักความรับผิดชอบร่วมกัน
เมื่อเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาประกอบกับข้อกฎหมาย ก็ปรากฏว่าการโยกย้ายถวิลดำเนินการผ่านการมีมติ ครม.เมื่อเดือน ก.ย. 2554 อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจร่วมกันของ ครม.
เท่ากับว่าในประเด็นนี้หากศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องหลักความรับผิดชอบร่วมกันอย่างเคร่งครัด ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีที่เหลือต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ การพ้นจากตำแหน่งของ ครม.ทั้งคณะย่อมเป็นช่องให้เกิดการตีความที่นำไปสู่การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อตั้งนายกฯ ได้อีกทางด้วย เพราะได้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม
สุญญากาศที่ว่านั้นมาจากการไม่มีผู้บริหารราชการแผ่นดิน
กล่าวคือ ในสถานการณ์ปกติพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จะลำดับให้รองนายกฯ สามารถรักษาราชการแทนนายกฯ ได้ หรือหากไม่มีรองนายกฯ ก็ให้รัฐมนตรีทำหน้าที่แทนได้ แต่ในกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บอกว่าหากเกิดกรณีที่ไร้นายกฯ รองนายกฯ และรัฐมนตรี จะทำอย่างไรต่อไป
แม้พระราชบัญญัติฉบับนี้ จะได้มอบให้ปลัดกระทรวงมีอำนาจควบคุมการปฏิบัติราชการในกระทรวง แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีทางที่ปลัดกระทรวงจะกล้าใช้อำนาจเท่ากับรัฐมนตรีแน่นอน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการสุญญากาศไปโดยปริยาย
ดังนั้น การเมืองไทยจึงมาสู่จุดที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้ามาเป็นคนเปลี่ยนเกมอีกครั้ง ซึ่งทั้งรัฐบาลและ กปปส.ต่างกำลังจับตาแบบไม่กะพริบตา







