
บทบัญญัติที่ใช้ไม่ได้
ยิ่งใกล้วันที่ ป.ป.ช.จะชี้มูล และศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในหลากหลายความผิดของนายกรัฐมนตรี เจ้าแม่โพย กระแสการโจมตีดิสเครดิตศาลและองค์กรอิสระ จากนักกฎหมายสายไพร่แดง ก็ยิ่งแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดอกเตอร์เศสฝรั่ง เศษเดนตุลาการ หรือนักเรียนทุนหลวงอกตัญญู ต่างประสานเสียงออกมาว่า หากนายกรัฐมนตรีถูกชี้มูลหรือถูกถอดถอนจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ไม่อาจนำมาตรา 3 และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญมาใช้ได้
ยิ่งใกล้วันที่ ป.ป.ช.จะชี้มูล และศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในหลากหลายความผิดของนายกรัฐมนตรี เจ้าแม่โพย กระแสการโจมตีดิสเครดิตศาลและองค์กรอิสระ จากนักกฎหมายสายไพร่แดง ก็ยิ่งแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดอกเตอร์เศสฝรั่ง เศษเดนตุลาการ หรือนักเรียนทุนหลวงอกตัญญู ต่างประสานเสียงออกมาว่า หากนายกรัฐมนตรีถูกชี้มูลหรือถูกถอดถอนจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ไม่อาจนำมาตรา 3 และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญมาใช้ได้
คุณดอกงิ้วถึงกับโพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจมาก้าวก่ายการโยกย้ายคุณถวิล เปลี่ยนศรี ที่ไม่เคยเปลี่ยนสี
อ่านข้อความในเฟซบุ๊กของคุณดอกงิ้วแล้ว สงสัยว่า เธอเขียนเองหรือใครเขียนให้ เพราะเนื้อหานั้นมิใช่เพียงแต่เป็น 2 มาตรฐานเท่านั้น แต่มันไม่มีมาตรฐานเลย และแสดงถึงความอ่อนด้อยทางข้อกฎหมาย เหมือนไม่ได้อ่านกฎหมายมาก่อน เธออ้างดังนี้ครับ
“ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์และบรรทัดฐานใหม่ในการบริหารราชการของไทย เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรอิสระ รับคดีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลมาพิจารณา ทั้งคดีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติแก่ถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
คุณดอกงิ้วคงไม่ได้ดูรัฐธรรมนูญมาตรา 266 และ 268 ซึ่งสรุปว่า สส.ก็ดี สว.ก็ดี นายกรัฐมนตรีก็ดี และรัฐมนตรีก็ดี จะต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งก้าวก่ายข้าราชการ เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่น ในการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือให้พ้นจากตำแหน่ง
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อห้ามในเรื่องการบริหารงานบุคคลชัดๆ ไม่ต้องตีความ เมื่อมีผู้ร้องว่านายกรัฐมนตรีทำผิดกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะมีผลให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 182(7) จะให้ศาลอยู่เฉยๆ ไม่รับพิจารณาได้อย่างไร ถ้าศาลไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ศาลเองนั่นแหละจะผิด
ศาลรัฐธรรมนูญรับคดีไว้พิจารณานั้น เป็นคนละประเด็นกับศาลปกครอง ประเด็นของศาลปกครองคือ คำสั่งย้ายคุณถวิลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการก้าวก่ายข้าราชการประจำหรือไม่ เมื่อศาลปกครองพิจารณาแล้วว่า การโยกย้ายคุณถวิลไม่ชอบด้วยมาตรา 266 และ 268 แล้ว ผลจะเป็นอย่างไรต่อไป นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 182(7) หรือไม่ เป็นประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณา จึงเป็นคนละประเด็นกัน
สรุปคือ การพิจารณาว่าผิด มาตรา 266 และ 268 เป็นอำนาจของศาลปกครอง การพิจารณาว่าจะต้องพ้นตำแหน่งตามมาตรา 182(7) เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ขอเรียนแถมคุณดอกงิ้วว่า ที่เธออ้างว่า ได้ดำเนินการตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดแล้วนั้น เท่ากับยอมรับว่า การโยกย้ายคุณถวิลขัดต่อกฎหมายจริงๆ อย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการรับสารภาพแล้วครับ
เธอยังบอกต่อไปว่า ขณะนี้เธอพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180(2) แล้วรักษาการตามมาตรา 181 จึงไม่มีเหตุผลที่ศาลจะรับไว้พิจารณาอีก เป็นการซ้ำซ้อน จึงขัดรัฐธรรมนูญ และขัดต่อหลัก “นิติธรรม”
ผมไม่รู้ว่าเธอเข้าใจ “หลักนิติธรรม” จริงๆ หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเธอเองนั่นแหละที่ไม่ยึดหลักนิติธรรม เธอออกกฎหมายล้างผิดให้พี่ชาย ที่สากลประเทศเขาไม่ทำกัน เธอแก้รัฐธรรมนูญรวบอำนาจ ที่ขัดต่อหลักการดุลคานอำนาจ พอศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า การกู้เงิน 2 ล้านล้าน ผิดกฎหมาย เธอบอกอย่ายึดกฎหมาย ให้ดูที่เจตนา ที่เธอทำมาทั้งหมดนั้นแหละครับ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลักนิติธรรม
การที่อ้างว่า ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาสถานภาพของนายกรัฐมนตรีรักษาการนั้น เป็นข้ออ้างที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรงก็ขนาดอยู่ในตำแหน่งศาลยังมีอำนาจพิจารณา แล้วทำไมจะไม่มีอำนาจพิจารณาเมื่อเป็นแค่รักษาการ ตรรกะอย่างนี้มันแปลกพิลึกกึกกือ ถ้ายึดหลักอย่างนี้ พอทำผิดคดโกงจนถูกจับได้ เมื่อถูกร้องต่อศาลก็ชิงลาออกแล้วเป็นรักษาการ ศาลก็ไม่มีอำนาจพิจารณาแล้ว อย่างนั้นหรือ
หลักนิติธรรมให้ความสำคัญกับความสุจริตมาก หากจับได้ว่า ทุจริต จะยังยอมให้รักษาการต่อไปได้หรือ ถ้ารักษาการแล้วปลดจากตำแหน่งไม่ได้ กฎหมายก็เลิกใช้ได้แล้ว เช่น ถ้าเกิดนายกรัฐมนตรีรักษาการ เกิดอาการเอ๋อกำเริบ ไม่อยู่กับร่องกับรอย หมดสภาพของการบริหารงาน จะยังอ้างว่า ต้องอยู่รักษาการตามกฎหมายต่อไป หรือจะต้องให้พ้นจากตำแหน่ง
ในทางกฎหมาย เมื่อถูกกล่าวหาว่าทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ แม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ศาลยังคงมีอำนาจพิจารณาได้เสมอ เพียงแต่หากไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณา เช่น บทลงโทษมีเพียงให้พ้นจากตำแหน่ง แล้วเขาพ้นขาดจากตำแหน่งไม่ได้รักษาการแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป ไม่ใช่ไม่มีอำนาจพิจารณา แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณา เมื่อนายกรัฐมนตรียังรักษาการ ยังปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่ คดีจึงยังมีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายต่อไปอีกการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคดีไว้พิจารณา จึงเป็นการถ่วงดุลอำนาจกันตามหลักประชาธิปไตยสากล เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว แม้จะไม่ถูกใจแต่ถูกต้องแล้ว
การอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก็ดี มาตรา 3 และมาตรา 7 ใช้ไม่ได้ก็ดี โดยเฉพาะลิ่วล้อที่อ้างว่า มาตรา 7 เป็นส่วนเกินของรัฐธรรมนูญ นั้น ไม่รู้ว่าใช้ตรรกะอะไรมาพูด
รัฐธรรมนูญห้ามนักการเมืองก้าวก่ายข้าราชการประจำ ข้อเท็จจริงการย้ายคุณถวิล คนที่อ่านออกเขียนได้ ฟังภาษาไทยรู้เรื่อง ต่างรู้ดีว่ามีเหตุผลเดียวคือเพื่อให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ลาออกจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมารับตำแหน่ง และเพื่อจะได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่คนอ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็น กลับซื่อบื้อ ไม่รู้เหตุผลนี้
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นใคร คงไม่ต้องบอกนะครับ
เมื่อมีผู้ร้องว่า นายกรัฐมนตรีทำผิดรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจวินิจฉัย สำหรับรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และมาตรา 7 ถ้าบอกว่าใช้ไม่ได้ แล้วจะเขียนไว้ทำไม เมื่อเขียนไว้ ก็ต้องใช้ได้ เพียงแต่จะใช้เมื่อใด มีเหตุการณ์ที่ต้องใช้หรือยัง
ส่วนที่อ้างว่าเป็นส่วนเกิน นั้น เป็นการพูดแบบคนไม่รู้กฎหมาย บทบัญญัติลักษณะนี้ เป็นบทบัญญัติทั่วไปที่มีไว้สำหรับเป็นทางออกทางกฎหมาย ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติที่เขียนไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในทางกฎหมาย เป็นหลักกฎหมายสากล
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็มีบัญญัติในลักษณะนี้ไว้ ตามมาตรา 4 วรรคสอง “เมื่อไม่มีบทบัญญัติที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่ายิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป”
ไม่เคยมีนักกฎหมายคนใดบอกว่า บทบัญญัตินี้เป็นส่วนเกินของกฎหมาย และบทบัญญัตินี้ได้นำมาใช้ในหลายกรณี และเป็นที่ยอมรับของนักกฎหมายว่า ก่อให้เกิดความเป็นธรรมจริงๆ
ถ้าใช้ตรรกะอย่างคุณดอกงิ้ว ไม่ต้องมีกฎหมายดีกว่าครับ







