posttoday
การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการแรงงาน (ตอนที่1)

การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการแรงงาน (ตอนที่1)

21 เมษายน 2557

เนื่องจากใกล้วันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พ.ค. จึงอยากนำเสนอผลงานวิจัยของโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงาน เพื่อคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการแรงงาน (สสร.) ที่พบว่าความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยเกิดจากปัจจัยต่างๆ ใน 2 มิติ คือ ในมิติเชิงระบบหรือโครงสร้าง และมิติเชิงประเด็น หรืออาจจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า เป็นปัจจัยภายนอกขบวนการแรงงาน และปัจจัยภายในขบวนการแรงงาน ซึ่งสามารถสรุปสังเคราะห์ได้ดังนี้

เนื่องจากใกล้วันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พ.ค. จึงอยากนำเสนอผลงานวิจัยของโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงาน เพื่อคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการแรงงาน (สสร.) ที่พบว่าความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยเกิดจากปัจจัยต่างๆ ใน 2 มิติ คือ ในมิติเชิงระบบหรือโครงสร้าง และมิติเชิงประเด็น หรืออาจจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า เป็นปัจจัยภายนอกขบวนการแรงงาน และปัจจัยภายในขบวนการแรงงาน ซึ่งสามารถสรุปสังเคราะห์ได้ดังนี้

1.ปัญหาเชิงวัฒนธรรม สังคมไทยเป็นสังคมที่คนยังติดและผลิตซ้ำจิตสำนึก ต่ำ–สูง (Superior–Subordinate) ผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองเกิดมาต่ำ หรือมีตำแหน่งแห่งที่ของชีวิตระดับต่ำ ก็มักจะไม่กล้าท้าท้ายผู้ที่อยู่สูงกว่าหรือมีอำนาจมากว่า โดยจะมีคำพังเพยตอกย้ำให้จำยอมว่า “ไม้ซีกอย่างัดไม้ซุง” ดังนั้นผู้ที่คิดว่าตัวเองต่ำ เมื่อประสบปัญหาใดๆ ในชีวิต ก็มักจะมองหาผู้ที่มีพลังอำนาจมากกว่าให้ช่วยเหลือให้อุปถัมภ์ ถ้าได้รับการช่วยเหลือหรือได้รับการอุปถัมภ์ ก็จะรู้สึกตัวเองเป็นหนี้บุญคุณ มีความเกรงใจ เกรงกลัว หรือถ้ามีมากๆ เรียกว่า มีความภักดี ซึ่งเป็นความประสงค์และคาดหวังของผู้อุปถัมภ์ ที่จะได้รับจากผู้ที่ตนเองให้การอุปถัมภ์ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้เรียกว่า Patron–Client หรือความสัมพันธ์ของระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์หลักและเหนียวแน่นในสังคมยุคศักดินาของทุกสังคม แต่สำหรับในสังคมไทยยุคทุนนิยมความสัมพันธ์แบบนี้ยังมีอยู่ทั่วไป

2.ปัญหาเชิงการเมือง “เสรีและประชาธิปไตย“ คือปัจจัยทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ขบวนการแรงงานเติบโต ขบวนการแรงงานที่เติบโตเข้มแข็งล้วนแต่กำเนิดและพัฒนาในประเทศที่มีเสรีภาพและประชาธิปไตยทั้งสิ้น แต่ในสังคมไทยบรรยากาศของ “เสรีภาพและประชาธิปไตย” ในอดีตที่ผ่านมาไม่มั่นคงถาวร แม้ในปัจจุบัน “เสรีภาพ” ของแรงงานก็ยังถูกจำกัด กล่าวในเชิงทฤษฎีโครงสร้างหรือทฤษฎีเชิงระบบ ถ้าโครงสร้างใหญ่หรือระบบใหญ่อันได้แก่ ระบบการเมืองการปกครอง หรือโครงสร้างอำนาจรัฐ เป็นอำนาจรวบอำนาจ (Totalitarianism) หรือเป็นอำนาจรัฐที่นิยมควบคุมและออกคำสั่งหรืออำนาจนิยม (Authoritarianism) โครงสร้างย่อยในระบบอำนาจรัฐเหล่านี้ ก็จะมีลักษณะถอดระบบนี้ลงไป เช่น ระบบการจัดการในโรงงานก็จะมีแต่ระบบ “ควบคุมและออกคำสั่ง” ไม่มีส่วนร่วมและไม่มีเสรีภาพของลูกจ้าง ไม่มีประชาธิปไตยในสถานที่ทำงาน (Democracy At Work) ก็ยิ่งไปเสริมให้ระบบใหญ่ที่เป็นอำนาจนิยมมั่นคงต่อไป ภายใต้ระบบเช่นนี้ ก็ยากที่จะมีประชาธิปไตยที่แท้จริงได้

3.ความไม่รู้และความไม่เข้าใจของสังคมไทย สังคมไทยภายใต้วัฒนธรรมอุปถัมภ์พึ่งพา เคยชินอยู่กับระบบผู้น้อยคอยฟังผู้ใหญ่ พัฒนาการของการรับรู้และการปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm) เชื่องช้ามาก เพราะ ณ วันนี้สังคมไทยได้พัฒนามาถึงจุดที่เป็นทุนนิยมเต็มตัว คนกลุ่มใหญ่ที่สุด คือ “ลูกจ้าง” ไม่ใช่เกษตรกร แต่สังคมส่วนใหญ่ไม่รับรู้ ไม่เข้าใจว่าลูกจ้างมีสิทธิและมีหน้าที่ในสังคมอย่างไรบ้าง “ลูกจ้าง” มีความสำคัญต่อระบบการผลิต การบริโภค การกระจายรายได้ และต่อการเมืองการปกครองอย่างไร ระบบการศึกษาของไทยไม่ได้ส่งเสริมให้ประชากรทำงาน ที่อยู่ในวัยเรียน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ได้รู้ได้เข้าใจ และเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการตระหนักรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ในการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องเป็นลูกจ้าง

ด้วยเหตุนี้ คนในสังคมไทยจึงไม่ค่อยรู้จักสหภาพแรงงาน ขบวนการแรงงาน นักศึกษาระดับปริญญาโทจำนวนมากแปลคำว่า Trade Union ว่า สหภาพการค้า หรือสหพันธ์การค้า แทนที่จะแปลว่า สหภาพแรงงาน ยิ่งนักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายแทบจะไม่รู้จักคำว่า Trade Union เลย

4.รัฐและระบบราชการไทยสร้างกลไกขัดขวางการรวมตัวของคนงาน ความสัมพันธ์แบบนาย–บ่าว เบื้องสูง–เบื้องต่ำ และซากเดนความคิดของยุคสงครามเย็น ทำให้ราชการมองการรวมตัวของคนงานเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นปัจจัยของความไม่สงบ ขัดขวางความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และมีฐานคติว่าหน่วยงานราชการและกึ่งราชการไม่ควรมีสหภาพ ข้าราชการผู้น้อยไม่ควรรวมตัวต่อรองกับผู้บังคับบัญชา ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 64 กำหนดให้ทำได้

5.นายจ้างไม่ปรารถนาให้คนงานมีการรวมตัว และใช้มาตรการต่างๆ ตั้งแต่ขัดขวางป้องกัน ดูดกลิ่นแยกสลาย ทำลายล้มเลิก ในสามด้านนี้นายจ้างสร้างกลยุทธ์ที่เรียกว่า แรงงานสัมพันธ์เชิงรุก

6.ความไม่รู้ของคนงาน “พวกเราเหมือนเด็กอนุบาล กรรมการเหมือนเด็กมัธยม” นี่คือประโยคคำพูดของแรงงานหญิงคนหนึ่งจากปราจีนบุรี ช่วงที่เข้าร่วมโครงการ สสร. และเป็นสมาชิกของกลุ่มเรียนรู้ เพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาซึ่งกันและกัน เธอพูดประโยคนี้ในวันรับวุฒิบัตรรุ่นแรกของโครงการ (หลังจากเข้าร่วมโครงการ สสร. เธอก็ค่อยๆ เรียนรู้และกลายเป็นผู้นำแรงงานหญิงในที่สุด) มันสะท้อนให้เห็นช่องว่างมากมาย แม้แต่ในหมู่คนงานด้วยกัน

ผู้ที่พอจะรู้อะไรบ้าง คือ กรรมการสหภาพแรงงาน ซึ่งมีโอกาสประชุมพูดคุยกันบ่อยๆ และมีโอกาสได้เข้าร่วมสัมมนา วงสัมมนาต่างๆ ที่เกี่ยวกับแรงงาน ขณะที่สมาชิกสหภาพแรงงานทั่วไปไม่มีโอกาส และสะท้อนให้เห็นว่า กรรมการสหภาพแรงงานก็ไม่ได้สนใจการศึกษาของสมาชิก รับรู้ข้อมูลอะไรมาก็ไม่มีกระบวนการถ่ายทอดไปยังสมาชิก จึงเกิดช่องว่างของการรับรู้ระหว่างกรรมการกับสมาชิก ยิ่งกว่านั้น ถ้าเป็นคนงานที่ไม่มีสหภาพ ก็แทบจะไม่มีคนงานที่พอจะรับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับแรงงาน นายจ้าง สิทธิ หน้าที่ และเรื่องราวต่างๆ ทางการเมืองการปกครองที่เกี่ยวกับแรงงาน คนงานทั่วไปจึงกลายเป็นพวกด้อยพลัง (Powerless) ทั้งพลังด้านความรู้ ความคิด พลังของการต่อรอง และพลังที่จะยกระดับสหภาพของตนเอง n

(โปรดติดตามอ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI