posttoday
กู๊ดบายเซี่ยงไฮ้

กู๊ดบายเซี่ยงไฮ้

20 เมษายน 2557

แม้สายฝนจะสาดใส่ไล่หลังจนต้องหาที่ซ่อนตัว แต่วันนั้นทุกคนก็แช่มชื่น มีรอยยิ้มเบิกบาน

แม้สายฝนจะสาดใส่ไล่หลังจนต้องหาที่ซ่อนตัว แต่วันนั้นทุกคนก็แช่มชื่น มีรอยยิ้มเบิกบาน ขณะมุ่งหน้าไปเยี่ยมชมเมืองโบราณเฉียนถง ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จากอำเภอหนิงไห่ มณฑลเจ้อเจียง

เฉียนถงเป็นเมืองวัฒนธรรมขงจื๊อเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ปัจจุบันก็อายุกว่า 770 ปี เข้าไปแล้ว จะว่าไปเมืองแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เพราะมีพื้นที่เพียง 68 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 2.6 หมื่นคน ที่นี่เป็นแหล่งพำนักของคนตระกูลถงอันเก่าแก่ ภายในหมู่บ้านจึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับคนตระกูลนี้อยู่ไม่น้อย

แค่เพียงเยื้องย่างกายเข้าไปไอเย็นก็วูบผ่านตัวจนรู้สึกได้ ด้วยเมืองถูกออกแบบให้นำก้อนหินมาซ้อนๆ กันเป็นบ้านหลังขนาดย่อม ประกอบกับมีคูน้ำเล็กๆ ไหลผ่านแทบทุกบ้าน ทำให้อากาศดูผ่อนคลายด้วยสายน้ำที่ไหลมาจากหุบเขา

ระหว่างเดินชมการใช้วิถีชีวิตดั้งเดิม รู้สึกได้ถึงความแตกต่างของคนที่นี่กับผู้คนในย่านใจกลางเมืองใหญ่ ที่ชุมชนโบราณมีร้านค้าเล็กๆ เปิดจำหน่ายสินค้าให้นักท่องเที่ยว รวมถึงมีเพิงย่อมๆ ขายน้ำเต้าหู้ พอให้ซื้อกินรองท้อง บางบ้านก็ง่วนอยู่กับการทำอาหาร ซึ่งก็ยังใช้ฟืนในการหุงต้ม (แม้บางบ้านเริ่มจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้า)

แม่ค้าสาวร้านขายของที่ระลึกใกล้ๆ ทางแยกในหมู่บ้านดูเป็นมิตร แม้คนที่นี่จะก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านโดยไม่สนใจผู้มาเยือน แต่เมื่อพวกเราบอกที่มา พร้อมขอถ่ายรูปด้วย แม่ค้าคนสวยก็เริ่มฉีกยิ้มให้อย่างเขินอาย

เธอเอ่ยขึ้นว่า “สวัสดีค่ะ” พร้อมกับยกมือทำท่าทางประกอบ เธอคงรู้จักประเพณีการไหว้แบบไทยผ่านละครโทรทัศน์เรื่องใดเรื่องหนึ่งแน่ๆ

ความสวยงามอย่างลงตัวของก้อนหินที่ก่อรูปเป็นตัวบ้านและเรียงรายอยู่บนพื้นทางเดินอย่างเป็นระเบียบ ทำเอาผู้มาเยือนตราตรึงถึงเอกลักษณ์เฉพาะอยู่ได้เป็นเวลานาน แม้จะหลงเหลือบ้านทรงโบราณในหมู่บ้านแห่งนี้อยู่เพียง 1,300 หลังคาเรือน ก็ตาม

หลังจากกินน้ำเต้าหู้แก้วละหยวนแล้ว พวกเราเก็บความประทับใจเดินทางต่อไปยังบ้านเกิดของเจียงไคเช็ก ที่ตำบลซีโข่ว อำเภอเฟิงฮว่า เมืองหนิงโป บ้านอดีตประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน หลังนี้ ยังคงสภาพดั้งเดิมเอาไว้แทบครบครัน รวมถึงในละแวกบ้านไม่ไกลนักก็ยังเก็บอาคารผลิตเกลือของตระกูลนี้ให้เยี่ยมชม เนื่องจากต้นตระกูลของเจียงไคเช็กเป็นพ่อค้าเกลือ ดังนั้น บ้านของเจียงจึงดูโอ่อ่าหลังใหญ่สมฐานะ

ว่ากันว่า เจียงไคเช็กเคยเดินทางกลับมาไหว้บรรพบุรุษที่นี่ พร้อมทั้งได้ซ่อมแซมบ้านหลังนี้ให้คงทนแข็งแรงมากขึ้นด้วย

เจียงไคเช็กเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีน ช่วงปี 1950 จนกระทั่งถึงอสัญกรรม รวม 4 สมัย เป็นเวลา 25 ปี แต่บ้านเกิดที่เราไปเยือนสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1731 ปัจจุบันทางการจีนเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีชาวจีนและชาติอื่นๆ เดินทางมาเที่ยวชมกันไม่ขาดสาย

สายฝนไล่หลังคณะพวกเราอีกครั้งออกจากบ้านอดีตผู้นำ ในวันผ่านพ้นช่วงเวลาที่ได้ครุ่นคิดถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ของใครบางคน หัวใจผมมักฮึกเหิมเสมอ

ในวันต่อๆ มาที่เหลือเรามีโอกาสใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยของจีน ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟแม่เหล็กความเร็วสูง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจีนมีการพัฒนาด้านนี้ไปไกลกว่าบ้านเรามาก ตลอดสองข้างทางยังเห็นการก่อสร้างทางด่วนและถนนหนทางรองรับการขยายตัวของเมืองเต็มไปหมด

แต่การพัฒนาไม่ว่าที่ไหนของโลก ความเหลื่อมล้ำ และแปลกแยกมักตามมาเสมอ เพราะการพัฒนามักจะบุกรุกทำลายอดีตดั้งเดิม หรือวิถีชีวิตผู้คนให้เปลี่ยนไป หรือไม่ก็ทำลายวัฒนธรรมอันดีงามไปเสียก็มาก

ผมไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับตึกรามบ้านช่องทั้งในเซี่ยงไฮ้และหนิงโป ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญอันดับต้นๆ ของจีน ด้วยในใจแอบคิดไปว่าอาคารแท่งชะลูดในระดับ 3050 ชั้น จะสร้างให้ใครอยู่ นอกจากคนที่มีกำลังจ่าย สารภาพตามตรงระหว่างนั่งรถไปในแต่ละที่ ผมแทบมองไม่เห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่มากนัก

ไกด์ชาวจีนที่พูดภาษาไทยคล่องปร๋อ ก็ยอมรับว่า ถ้าไม่รวยจริงใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ยาก ที่ดินราคาแพงมาก กว่าจะครอบครองรถยนต์ได้สักคันต้องรอเป็นปีๆ แค่แผ่นป้ายทะเบียนต้องใช้เงินถึง 4 แสนบาท ค่าแรงขั้นต่ำทะลุไปถึง 1,500 บาท แปลความได้ว่า เมืองยิ่งมีความเจริญมากเท่าไหร่ การแข่งขันก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

สภาพห้องแถวสองข้างทางที่ดูดีมีสไตล์แตกต่างจากอดีต เป็นการบ่งบอกถึงรสนิยมและฐานะเจ้าของ แม้ค่าทางด่วนจะแพงสุดโหดก็มีคนเลือกซื้อรถยนต์เพื่อบอกถึงสถานะ รถยนต์ยุโรปจะมาปักหลักตั้งโรงงานผลิตกันในจีนหลายค่ายแล้วก็ยังไม่เพียงต่อความต้องการ ด้วยเศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ผมคุยกับเพื่อนร่วมทางว่า เมื่อเมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยตึกสูง แล้วคนยากคนจนไปอยู่ที่ไหนกันหมด อาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล จากศูนย์จีนศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งร่วมคณะไปด้วยกันก็บอกในทำนองว่า เมื่อจีนจะพัฒนาที่ตรงไหน เป็นธรรมดาคนจนย่อมถูกไล่ออกไป ซึ่งเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่จีนเริ่มเปิดรับทุนนิยม

ความรุ่งเรืองโอ่อ่าไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ทันสมัย ใช่ว่าจะทำให้คนจีนปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด เพราะจีนมีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคน ทำให้มหาอำนาจโลกหมดเสน่ห์ให้ชวนค้นหาจากผลพวงความเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เช่น ระเบียบวินัยของคนที่มาใช้บริการพื้นที่ส่วนรวม ทำให้คนต่างถิ่นอย่างพวกเรารู้สึกขัดหูขัดตาไม่ว่า การลัดคิว การทิ้งก้นบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทาง การขากถุยเลอะเทอะ ฯลฯ (ใช่ว่าบ้านเราจะไม่มีนะ) โดยเฉพาะการใช้ห้องน้ำสาธารณะที่ทุกคนมีอันต้องเมินหน้าหนี

แม้อุณหภูมิในเซี่ยงไฮ้จะอยู่ราวๆ 1118 องศา สภาพอากาศเย็นสบายช่วยให้อารมณ์เบิกบานใจ แต่ก็ขอเล่าสู่กันฟังถึงการทำลายเสน่ห์ของคนจีนอีกเรื่อง

ก่อนสิ้นสุดทริปนี้พวกเรามีโปรแกรมไปช็อปปิ้งที่ตลาดใต้ดิน ใกล้พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในเซี่ยงไฮ้ ว่ากันตรงๆ ที่นี่คือศูนย์รวมสินค้าก๊อบปี้แบรนด์เนมแหล่งหนึ่ง มีทั้งเสื้อผ้าและเครื่องหนังแทบทุกอย่าง และคนไทยมักจะไปช็อปกันมาจนล้นมือ (พี่ไทยไปที่ไหนช็อปทุกแห่งในโลก)

ก่อนลงจากรถบัสไกด์ได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า ถ้าตัดสินใจเข้าร้านที่นี่แล้วจะต้องทำใจถูกแม่ค้าด่ากรณีเลือกดูสินค้าเฉยๆ แล้วไม่ซื้อ หรือต่อรองราคาแล้วไม่เอา แต่ทุกคนก็เลือกจะดูไปต่อรองราคากันไปตามแบบนิสัยคนทั่วๆ ไป

ผู้ชายในคณะไม่ได้ตั้งอกตั้งใจจะซื้อหาอะไร แค่ไปเดินดูเรื่อยเปื่อย แต่แล้วผมกับเพื่อนก็เจอการด่าทอเอาจนแทบตั้งตัวไม่ทันถึง 2 ร้านติด ร้านแรกแม่ค้าสาวพูดจาดูดียิ้มหวานให้ตลอด แต่พอเพื่อนผมแสดงทีท่าจะไม่ซื้อและกำลังจะเดินออก เธอด่าไฟแลบ ผมกับเพื่อนได้แต่เดินหนีแบบขำๆ แม้เสียงของเธอจะแผดก้องไล่หลังมาอีกก็ตาม

ก่อนจะตัดสินใจออกจากตลาดเราเลือกเข้าไปดูของอีกร้าน เพราะพ่อค้าหนวดงามยิ้มต้อนรับด้วยท่าทางสุภาพ เพื่อนผมเข้าไปเลือกดูเสื้อสเวตเตอร์ แต่ดูไปดูมาไม่มีสีที่ถูกใจ

ผมท่องสูตรที่หลายคนแนะนำ ถ้าคิดจะต่อรองราคาสินค้าที่จีนให้ต่อแบบสุดๆ สเวตเตอร์สีเข้ม พ่อค้าบอก 385 หยวน ผมต่อ 50 หยวน ทั้งที่เพื่อนไม่ได้ตั้งใจซื้อ

เท่านั้นเองชายวัยกลางคนก็ชักสีหน้าใส่ทันที พร้อมกับโยนเครื่องคิดเลขทิ้งลงพื้น ส่งเสียงเอะอะโล้งเล้งอยู่พักใหญ่ เราเห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจโค้งตัวให้เพื่อขอออกจากร้าน

แต่พ่อค้าจอมเฮี้ยววิ่งตามออกมากระชากตัวเพื่อนเข้าไปในร้านอีก ผมพยายามเข้าไปเจรจาและดึงเพื่อนกลับ แต่หมอนั่นใช้ไหล่กระแทกผมจนกระเด็น แล้วใช้จังหวะอันคล่องแคล่วดึงเพื่อนเข้าไปในร้านได้อีกรอบ ก่อนจะลั่นถ้อยคำสุดท้ายอันขึงขังว่า “80 หยวน ลาสต์ไพรซ์” เพื่อนผมยอมควักเงินจ่าย แล้วรีบออกมาด้วยใบหน้าเซ็งๆ ขณะที่เสียงด่าไล่หลังทั้งภาษาจีนบ้างปนอังกฤษบ้างลอยตามมาอีกพัก

วันนั้นเราได้ประสบการณ์การช็อปปิ้งในช่วงเวลาสั้นๆ จนอารมณ์กระเจิดกระเจิง

ผมไม่ชิงชังประสบการณ์แปลกใหม่ทำนองนี้มากนัก อย่างมากก็ไม่ต้องกลับไปในที่แบบนี้อีก ยังมีอีกหลายสถานที่ในโลกนี้รอให้เราไปเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ แต่ก็แน่นอนว่าเราต้องพร้อมเผชิญกับสิ่งที่ไม่คุ้นชินในชีวิตเสมอๆ ไม่ว่าที่ใดของโลก

ขณะกำลังอ่านหนังสือวิพากษ์ประธานเหมาในช่วงพักผ่อนหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์...ผมยังคิดถึงบรรยากาศสายฝนไล่หลังที่เมืองเถียงถงและบ้านเก่าของเจียงไคเช็ก

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้