posttoday
รัฐหมดน้ำยาอัดฉีดรอ เม.ย. ปีหน้า

รัฐหมดน้ำยาอัดฉีดรอ เม.ย. ปีหน้า

20 เมษายน 2557

เป็นเวลา 5 เดือนแล้ว สำหรับภาวะสุญญากาศทางการเมืองของไทย

เป็นเวลา 5 เดือนแล้ว สำหรับภาวะสุญญากาศทางการเมืองของไทย นับตั้งแต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรและใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือแสวงหาความชอบธรรมในการกลับสู่อำนาจรัฐอีกครั้ง หลังถูกกระแสต่อต้านอย่างหนักจากการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย

เดิมทีการยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 น่าจะทำให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ภายใน 3 เดือน หรือไม่เกินเดือน มี.ค.

แต่เมื่อเกิดกระแสขัดขวางการเลือกตั้ง และมีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ตามปฏิทินทางการเมืองมีอันต้องสะดุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประเมินว่า หากสามารถจัดเลือกตั้งอีกครั้งได้ก็น่าจะมีรัฐบาลใหม่เร็วที่สุดในเดือน ต.ค. แต่ในทางกลับกันก็ไม่มีใครกล้าการันตีได้ว่าประเทศไทยจะเดินหน้าเลือกตั้งตามกำหนดเวลาที่ กกต.ตั้งความหวังไว้หรือไม่

เพราะต้องไม่ลืมว่ายังมีมวลชน กปปส.และหลายภาคส่วนที่มีความคิดขัดขวางการเลือกตั้งจนกว่าจะปฏิรูป ตลอดจนมีคดีความสำคัญๆ ที่รอการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งจะส่งผลต่อสถานะนายกฯ และรัฐบาล พร้อมทั้งชักนำประเทศเข้าภาวะสุญญากาศแห่งอำนาจได้ทุกเวลา

ในขณะที่ผลพวงจากภาวะสุญญากาศการเมือง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไทยต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่มีมูลค่า 1 ใน 4 ของการลงทุนของประเทศ

ไม่นับรวมโครงการเกี่ยวเนื่องที่ต้องยุติลงในช่วงรัฐบาลรักษาการจนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวนานับล้านคน คือ การที่ไม่สามารถกู้เงินมาจ่ายค่าข้าวเปลือกให้ชาวนา 9.5 หมื่นล้านบาทได้ เพราะติดขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ที่ห้ามรัฐบาลรักษาการก่อหนี้ผูกพันถึงครม.ชุดหน้า และการหาเงินมาจ่ายค่าข้าวต้องใช้วิธีการขายข้าวในสต๊อกมาจ่ายหนี้เท่านั้น ซึ่งกว่าจะจ่ายเงินครบอาจต้องรอถึงสิ้นปีนี้

ส่งผลให้เม็ดเงินเกือบแสนล้านที่จะเข้าหมุนระบบเศรษฐกิจฐานราก และพยุงการจับจ่ายใช้สอยในยามที่ภาครัฐแทบไม่มีโครงการลงทุนใหม่เลย หดหายไปอย่างน่าเสียดาย และยิ่งซ้ำเติมใหภาวะเศรษฐกิจในชนบทอยู่ในภาวะอัตคัดขัดสน

ที่สำคัญปัจจัยความวุ่นวายทางการเมืองส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย ความมั่นใจต่อรายได้ในอนาคตของประชาชนทั่วไป ตลอดจนการลงทุนเอกชนที่ต้องชะลอการลงทุน เพราะเอกชนต่างเฝ้าติดตามการประชุมประท้วงที่มีโอกาสเกิดความรุนแรงได้ในทุกเมื่อ

กระทั่งภาคส่งออกที่สร้างรายได้ 70% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในแต่ละปี แม้ว่าจะมีความเกี่ยวเนื่องกับปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศไม่มากนัก เพราะปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก กลับได้รับผลกระทบในทางอ้อม เพราะผู้สั่งซื้อสินค้าไม่แน่ใจว่าในสถานการณ์การเมืองในไทยและไม่มั่นใจว่าผู้ประกอบจะจัดส่งสินค้าได้ทันเวลาหรือไม่ ในขณะที่ 2 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกขยายตัว 0.2% ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ

เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เข้าประเทศ และกระจายเงินสู่เศรษฐกิจรากหญ้าโดยตรง แต่เป็นภาคที่มีความอ่อนไหวสูงเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรง

หากพิจารณาผลกระทบเป็นรายเซ็กเตอร์จากภาวะสุญญากาศไร้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จะพบว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แทบจะเดินหน้าไม่ได้ โดยเฉพาะหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตกไป ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรื้อการทำงานใหม่ยกแผง

จุฬา สุขมานพ ผู้อํานวยการสํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า การที่มีเพียงรัฐบาลรักษาการ ทำให้โครงการใหม่ต่างๆ ที่ต้องรอ ครม.อนุมัติ ไม่สามารถเดินหน้าได้ทั้งหมด อาทิ โครงการก่อสร้างทางหลวง 27 โครงการใหม่ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ตลอดจนโครงการเก่าที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อรังสิต สัญญาที่บริเวณสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับโครงการรถไฟความเร็วสูง เพราะต้องรอ ครม.ชุดใหม่อนุมัติโครงการก่อน

“ขณะนี้กระทรวงคมนาคมทำได้เพียงโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น ส่วนโครงการใหม่ๆ หรือโครงการที่ต้องอาศัยอำนาจ ครม.อนุมัตินั้น ไม่สามารถทำได้เลย สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ การศึกษาและออกแบบโครงการให้พร้อม แต่สุดท้ายคอขวดก็จะไปตันที่รัฐมนตรีและ ครม.รักษาการ ซึ่งทุกอย่างจะไปจ่อที่นั่น” จุฬา กล่าว

สำหรับการผลักดันการลงทุนเอกชนผ่านนโยบายส่งเสริมการลงทุน แม้ว่า ครม.จะมีมติเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ว่า ให้นายกฯ และ ครม.มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ได้ และรายงานข่าวล่าสุด ระบุว่า ประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม ได้ส่งรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาและลงนามแต่งตั้งแล้ว

“ตอนนี้ได้ยื่นรายชื่อบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ให้นายกฯ แล้ว และอยู่ระหว่างรอให้นายกฯ พิจารณาลงนามแต่งตั้ง” ประเสริฐ ระบุ

แต่ทว่าหากนายกฯ เกิดถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นสภาพในกรณีโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบ หรือถูก ป.ป.ช.ชี้มูลในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอย่างช้าก็ไม่เกินเดือน พ.ค.นี้

ก็เป็นอันว่าการอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนที่ค้างการพิจารณามากกว่า 6.6 แสนล้านบาท จะชะงักในทันที เพราะนายกฯ ทำหน้าที่ลงนามตั้งบอร์ดบีโอไอ และยังสวมหมวกเป็นประธานบอร์ดโดยตำแหน่งด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ แต่ผลจากการที่ส่วนราชการได้ทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันโครงการลงทุนต่างๆ ไว้กว่า 3 แสนล้านบาท น่าจะมีส่วนในการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ และร่าง พ.ร.บ.งบปี 2558 มีผลบังคับใช้

“โครงการลงทุนที่มีแผนแม่บทอยู่แล้ว หรือ ครม.อนุมัติแล้ว ก็ยังเบิกจ่ายได้ แต่ความล่าช้าน่าจะมีอยู่ในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเชื่อว่ากว่างบปี 2558 จะบังคับใช้ น่าจะมีงบลงทุนภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 23 แสนล้านบาท” สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ระบุ

สมศักดิ์ บอกว่า ล่าสุดสำนักงบประมาณประเมินว่าจะมีการเลือกตั้งอย่างช้าที่สุดก็เป็นเดือน ก.ค. และถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว คาดว่า งบประมาณปี 2558 น่าจะประกาศในเดือน เม.ย. 2558 โดยระหว่างนี้สำนักงบประมาณยังเดินหน้าพิจารณาคำขอของส่วนราชการต่างๆ ที่เสนอเข้ามา เช่น งบรายจ่ายประจำ งบรายจ่ายตามภารกิจขั้นพื้นฐาน และงบรายจ่ายผูกพันตามสัญญา แต่งบตามภารกิจที่เป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลใหม่ที่จะรอไปจนกว่ารัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

จึงสรุปได้ว่ากว่าภาวะสุญญากาศไร้รัฐบาลจะยุติลงอย่างช้าก็ต้องรอจนถึงปลายปี ส่วนเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านงบประมาณปี 2558 โดยเฉพาะงบลงทุนจะต้องรอถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า

นี่เท่ากับว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ในภาวะซึมยาวอย่างน้อยอีก 1 ปีเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน