posttoday
หนี้ครัวเรือนไทยในมุมที่แตกต่าง

หนี้ครัวเรือนไทยในมุมที่แตกต่าง

18 เมษายน 2557

ในวันนี้ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีต่อประเทศไทย อีกทั้งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างประเมินว่าการชะลอของเศรษฐกิจไทยในช่วงปีที่ผ่านมา

ในวันนี้ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีต่อประเทศไทย อีกทั้งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างประเมินว่าการชะลอของเศรษฐกิจไทยในช่วงปีที่ผ่านมา

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคครัวเรือนต้องชะลอการใช้จ่ายลงหลังจากที่ประสบภาวะการเป็นหนี้ครัวเรือนในระดับสูง อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาแสดงข้อมูลหนี้ครัวเรือนของไทยในปัจจุบันที่มีจำนวนสูงถึงกว่า 9 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82.3ของ GDP ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 ซึ่งถือได้ว่าเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2554 ที่ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ร้อยละ 70.3 ของ GDP

โดยที่ ธปท. ชี้แจงว่าหากทิศทางหนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคประชาชนและกระทบความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้ เรื่องหนี้ครัวเรือนจึงเป็นวิวาทะที่นักเศรษฐศาสตร์ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างและหลากหลายกันมาก บางคนก็บอกว่าน่าเป็นห่วง บางคนก็บอกว่ายังไม่น่าเป็นห่วง ซึ่งผมคิดว่าเราน่าจะต้องมาวิเคราะห์ตัวเลขกันจริงๆ ว่า สาเหตุหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมาจากอะไร ซึ่งพอลงไปพิจารณาในรายละเอียดก็จะพบว่าการขยายตัวของสินเชื่อในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวภายหลังวิกฤตอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 โดยหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากสินเชื่อเพื่อการซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ขยายตัวสูงมากเป็นสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลมาจากมาตรการโครงการรถคันแรกที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคที่เร่งการใช้จ่ายซื้อรถยนต์คันแรกในปีที่แล้ว

ซึ่งผมคิดว่าเมื่อนโยบายรถคันแรกสิ้นสุดลงแล้วก็น่าจะทำให้การกู้ยืมในส่วนของการซื้อรถยนต์เริ่มลดลงและกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะต่อจากนี้ไป อีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมยังประเมินว่าหนี้ครัวเรือนของไทยยังไม่น่าเป็นห่วงมาจากข้อมูลสินเชื่อบัตรเครดิตที่ยังพบว่า การผิดนัดชำระหนี้ของสินเชื่อบัตรเครดิตยังอยู่ในระดับต่ำ โดยล่าสุด ยอดค้างสินเชื่อเกิน 3 เดือนขึ้นไปต่อสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่เพียงร้อยละ 2.2 ของสินเชื่อบัตรเครดิต สะท้อนว่าภาคครัวเรือนยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี

นอกจากนี้ ผมคิดว่าภาวะการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะทำให้การปล่อยสินเชื่อในช่วงนี้จะมีทิศทางขยายตัวชะลอลงตาม ซึ่งจะทำให้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในระยะต่อจากนี้ไปไม่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากนักเหมือนช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นผมยังค่อนข้างเชื่อว่า ประเทศไทยเราคงยังไม่มีวิกฤตหนี้ครัวเรือนในระยะต่อจากนี้ไป ซึ่งจากประสบการณ์ต่างประเทศจะพบว่าประเทศที่ประสบวิกฤตหนี้ครัวเรือนจะมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงถึงกว่าร้อยละ 120150 ของ GDP เช่น สหรัฐอเมริกา เมื่อตอนวิกฤตการเงิน Subprime เมื่อปี 2551 ซึ่งสถานะหนี้ครัวเรือนของประเทศเรายังถือได้ว่าอยู่ห่างจากจุดนั้นมาก

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเราก็ไม่ควรนิ่งนอนใจมากเกินไป แม้ในวันนี้เศรษฐกิจไทยเราจะยังไม่มีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน แต่หากทิศทางหนี้ครัวเรือนในอนาคตยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภาครัฐก็จำเป็นที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งผลงานวิชาการของต่างประเทศ (Bank for International Settlement : BIS) จะบอกว่าระดับหนี้ครัวเรือนที่เหมาะสมไม่ควรเกินร้อยละ 85 ของ GDP ซึ่งเราก็ใกล้เข้าไปทุกทีแล้ว

นอกจากนี้ นโยบายการปล่อยสินเชื่ออุปโภคบริโภคควรต้องรัดกุมมากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่จะต้องคำนึงถึงศักยภาพการชำระคืนหนี้ของผู้กู้ อีกทั้งผมคิดว่าสินเชื่อของสหกรณ์ที่วันนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.35 ล้านล้านบาท จากยอดหนี้ครัวเรือนกว่า 9 ล้านล้านบาทในวันนี้ ดังนั้น ภาครัฐควรต้องมีกลไกการกำกับดูแลและตรวจสอบที่โปร่งใสและชัดเจน

ในภาพรวมแล้ว ผมยังเชื่อว่าภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจไทยที่สำคัญคือ สถานะการเงินของสถาบันการเงินไทยที่ยังถือได้ว่ามีความแข็งแกร่งและยังไม่มีสัญญาณของปัญหาหนี้เสียจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลในปัจจุบัน ยังไงพวกเราก็คงต้องช่วยกันติดตามสถานการณ์หนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิดต่อไปครับ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI