
มะกันโตเดี่ยว โลกซึม ศึกยูเครนส่อป่วนไตรมาส 2
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับไตรมาสแรกของปีม้า แต่ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ได้เข้าสู่ภาวะม้าคะนองตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ เพราะมีเพียง สหรัฐ เท่านั้น ที่แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน
ยืนยันได้จากตัวเลขชี้วัดต่างๆ ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระดับการว่างงานที่ลดลงมาเหลือที่ 6.7% ราคาสินค้าปลีกในเดือน มี.ค. ที่เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐ (ไอเอสเอ็ม) ในเดือนเดียวกันก็พุ่งขึ้นต่อเนื่องจากเดือน ก.พ. ที่ 53.7 จุด
สวนทางกับภูมิภาคอื่นของโลกอย่าง ยุโรป และ ญี่ปุ่น ที่ยังไม่สามารถหวนกลับสู่ภาวะฟื้นตัวได้เต็มที่ แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืดอีกด้วย โดยเฉพาะในยุโรปนั้นกำลังเสี่ยงเข้าใกล้เงินฝืดเข้าไปทุกที หลังดัชนีเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศยูโรโซน 18 ชาติ ในเดือน มี.ค. ขยายตัวแค่ 0.5% เท่านั้น ต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี
ขณะที่ญี่ปุ่น แม้ระดับเงินเฟ้อจะยังขยายตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 โดยเดือน ก.พ. ปรับตัวขึ้น 1.3% แต่เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลพวงมาจากการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนเป็นหลัก หากแต่มาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่าง จีน ยังคงจมอยู่กับปัญหาการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากการที่ผู้นำจีนรุ่นที่ 5 ได้เดินหน้าแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งไปสู่สังคมการบริโภคจากเดิมที่มุ่งส่งออกและการลงทุนอย่างเต็มตัว โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมาขยายตัวได้ที่ 7.4% เท่านั้น
ขณะที่ดัชนีอื่นๆ ก็สะท้อนถึงการชะลอตัวต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกช่วง 3 เดือนแรกที่หดตัวถึง 3.4% ดัชนีภาคการผลิตพีเอ็มไอ (ตัวเลขของธนาคารเอชเอสบีซี) เดือน มี.ค. ที่หดตัวลงมาอยู่ในจุดต่ำสุดรอบ 8 เดือน ที่ 48.1 จุด
ส่วน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ ตุรกี และอาร์เจนตินา ที่ยังคงไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับเศรษฐกิจโลกได้ หลังจากต้องเผชิญทั้งปัญหาการเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาทุนไหล และปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองภายใน
ดังนั้น เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกจึงยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มกำลัง และน่าจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้อีกด้วย
เพราะนอกจากจะมีปัจจัยลบจากปัญหาเงินเฟ้อที่โตต่ำในประเทศพัฒนาแล้ว และการชะลอตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาจากช่วงไตรมาสแรกแล้ว ก็ยังมีปัจจัยเสริมจากวิกฤตการเมืองในยูเครนเข้ามาเกี่ยวข้องในช่วง 3 เดือนหลังนี้อีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโลกช่วงเดือน เม.ย.มิ.ย.นี้ ต้องเผชิญกับความผันผวนมากขึ้นกว่าเดิม
ล่าสุด คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถึงกับต้องออกโรงเตือนว่าเศรษฐกิจโลกเสี่ยงที่จะเผชิญกับกับดักภาวะการขยายตัวต่ำ ดังนั้น ทั่วโลกจึงยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าการฟื้นตัวสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงฟื้นตัวได้แข็งแกร่งต่อเนื่อง และน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจลดการใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงอย่างต่อเนื่อง
กระนั้นสิ่งที่น่าจับตาในระยะยาวออกไปนั่นคือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายว่าเฟดจะปรับขึ้นเมื่อไร เพราะแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะแกร่งขึ้นแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าข้างในยังเป็นโพรงอยู่มาก โดยเฉพาะอัตราการว่างงานไม่สามารถสะท้อนถึงภาพรวมตลาดการจ้างงานได้ทั้งหมด เนื่องจากมีคนงานบางส่วนที่ออกจากระบบหางานไปแล้ว อีกทั้งการจ้างที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็มักเป็นแค่ตำแหน่งงานชั่วคราวเท่านั้น
ดังนั้น เฟดจึงยังต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป เพื่อประคองจนแน่ใจว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงแล้ว
ขณะที่ ยุโรปและญี่ปุ่น นั้นคาดว่าจะยิ่งต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อโตต่ำต่อไป และน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามากดดันให้ธนาคารกลางทั้งสองแห่งต้องประกาศนโยบายกระตุ้นเพิ่มเติม
สำหรับ จีน หลายฝ่ายเชื่อว่าจะไม่มีมาตรการกระตุ้นแบบใหญ่โตออกมาให้เห็น แม้เศรษฐกิจแดนมังกรชะลอตัวก็ตาม เพราะรัฐบาลจีนประกาศชัดแล้วว่าจะยอมให้มีการขยายตัวต่ำกว่าเป้าได้เล็กน้อย เพื่อเปิดช่องให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน ดังนั้น ในไตรมาส 2 นี้ จึงน่าจะได้เห็นเศรษฐกิจจีนชะลอตัวต่อเนื่องเช่นเดียวกับไตรมาสแรกอยู่
ปิดท้ายที่ กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ คาดว่าในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ จะเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายยิ่ง เพราะนอกจากต้องเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและปัญหาทุนไหลออกแล้ว หลายประเทศก็ต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองทั้งจากในและต่างประเทศ เนื่องจากในปีนี้หลายชาติทั้งในอินเดีย อินโดนีเซีย และบราซิล จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น แถมส่อแววว่าจะมีการสลับขั้วอำนาจการเมืองด้วย ขณะที่ปัจจัยภายนอกคือวิกฤตยูเครน
ดังนั้น จึงน่าจะเป็นปัจจัยบวกที่หนุนเสริมให้ปัญหาทุนไหลออกทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเมื่อเกิดภาวะความไม่แน่นอนขึ้น นักลงทุนย่อมหนีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ที่มั่นคงกว่าแทน ทำให้ตลาดหุ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีแนวโน้มจะเผชิญกับความผันผวนมากขึ้น และน่าจะสั่นสะเทือนแนวโน้มการขยายตัวของประเทศเหล่านี้ไม่น้อย







