
ศึกชิงประชุมวุฒิสภาชี้ชะตานายกฯม.7
การเปิดประชุมวุฒิสภาครั้งนี้ หมายถึงการกำหนดบทสรุปการต่อสู้กันระหว่าง “รัฐบาล” และ “กปปส.”
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองในขณะนี้ เรียกได้ว่าอยู่ในระหว่างการพักรบเพื่อให้แต่ละฝ่ายกลับไปฉลองสงกรานต์ให้เต็มที่ ก่อนที่จะกลับมาตะลุมบอนกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าการต่อสู้รอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจจะเป็นยกสุดท้ายอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์
หนึ่งในประเด็นเป็นที่จับตามองอย่างมาก คือ กระบวนการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” ออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 แต่ปรากฏว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความเห็นออกมาว่า ครม.ไม่สามารถดำเนินการตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาร้องขอได้
สาระสำคัญของเหตุผลที่คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าการตราพระราชกฤษฎีกาไม่สามารถทำได้ อยู่ที่การอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 273 ที่มีเนื้อหาพอสังเขปว่าการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งในช่วงนอกสมัยประชุมสภา จะต้องให้ประธานวุฒิสภาทำเรื่องถึงประธานรัฐสภา และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวุฒิสภา
เมื่อกฤษฎีกามีความเห็นดังกล่าวออกมา มีผลให้วุฒิสภาไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อได้ เพราะแม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 132 จะให้อำนาจวุฒิสภาดำเนินการถอดถอนบุคคลระหว่างยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่อำนาจการเปิดประชุมที่ต้องทำเป็นพระราชกฤษฎีกาเป็นของ ครม. ที่สุดแล้วกำหนดการที่สำนักงานวุฒิสภาคาดว่าจะสามารถเปิดประชุมวุฒิสภาได้ในวันที่ 18 เม.ย.ต้องถูกเลื่อนออกไปโดยปริยาย
สำหรับทางออกของปัญหานี้มีอยู่ด้วยกัน 2 ทาง
1.หากทั้ง 3 ฝ่าย คือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการ ครม. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สามารถมีข้อสรุปร่วมกันเพื่อเปิดประชุมวุฒิสภาได้ ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อแม้จะล่าช้าไปบ้างก็ตาม
2.หากทั้ง 3 ฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ อาจเข้าข่ายเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรที่วุฒิสภาสามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในมุมของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เชื่อมั่นว่า การไม่มีประธานรัฐสภาไม่ได้เป็นปัญหาต่อการเปิดประชุมวุฒิสภา เพราะในปี 2549 เคยมีการดำเนินการกันมาแล้ว หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้ยุบสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่ ครม.ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้วุฒิสภาดำเนินการเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่แทน กกต.ชุดเก่าที่ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก
กระนั้น ศึกการถอดถอนครั้งนี้นอกเหนือไปจากการต่อสู้ในทางกฎหมายแล้ว แต่ยังมีการห้ำหั่นกันในทางการเมืองมาเกี่ยวข้องกันด้วย
กล่าวคือ หากในวันที่ 29 เม.ย.รับรอง สว.เลือกตั้งใหม่ชุดใหม่ล็อตสองที่เหลืออยู่ 19 รายได้ครบ และสามารถเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญได้เมื่อไหร่ ก็จะทำให้ สว.ชุดใหม่สามารถปฏิญาณตนในที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการได้ และรวมไปถึงการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนใหม่ที่จะตามมาด้วย
จะว่าไปแล้ว หัวใจสำคัญของการประชุมวุฒิสภารอบนี้ คือ การเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่
อย่าลืมว่าปัจจุบันเสียงของการมีนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 เริ่มดังขึ้นเป็นระยะ นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของกลุ่ม 40 สว.ที่ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เอาไว้พิจารณา
ทั้งนี้ มีหลายฝ่ายบอกตรงกันว่า การจะทำให้นายกฯ มาตรา 7 มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติก็ขึ้นอยู่กับประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เพราะเมื่อถึงสถานการณ์ที่ต้องเลือกนายกฯ มาตรา 7 กันขึ้นมาจริงๆ แน่นอนว่าวุฒิสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จะเข้ามาใช้อำนาจแทนสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกฯ
ทว่า กระบวนการที่ว่านี้จะดำเนินการได้อย่างมีความชอบธรรมก็ต่อเมื่อมีประธานวุฒิสภาตัวจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
ดังนั้น ในภาพใหญ่ถ้าเกิดปัญหาที่ทำให้กระบวนการเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อถอดถอนนิคมต้องสะดุดลง เพราะ ครม.ไม่ยอมตราพระราชกฤษฎีกาให้ เท่ากับว่าการสถาปนาประธานวุฒิสภาคนใหม่ย่อมต้องติดหล่มตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะกระเทือนถึงการแต่งตั้งนายกฯ มาตรา 7 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน ผลอีกด้านหนึ่งที่จะตามมาหากไม่สามารถเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อถอดถอนนิคม คงหนีไม่พ้นการถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” ที่ต้องล่มกลางคันเช่นกัน
แม้คดีจำนำข้าวที่จะเป็นชนวนให้สามารถถอดถอนยิ่งลักษณ์ได้จะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่มติชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ของ ป.ป.ช.จะไร้ความหมาย ถ้าวุฒิสภาไม่สามารถประชุมเพื่อลงมติถอดถอนได้ ซึ่งจะมีโทษถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
มติของ ป.ป.ช.จะมีผลแค่ให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าวุฒิสภาจะมีมติไม่ถอดถอน โดยที่ ครม.สามารถแต่งตั้งรองนายกฯ ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนยิ่งลักษณ์ได้ เสมือนหนึ่งไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น การเปิดประชุมวุฒิสภาครั้งนี้ จึงมีความสำคัญมากกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่แค่การถอดถอนหรือไม่ถอดถอน แต่หมายถึงการกำหนดบทสรุปของการต่อสู้กันระหว่าง “รัฐบาล” และ “กปปส.”







