
อียูคว่ำบาตรหมีขาวส่อสะเทือนสัมพันธ์พี่ใหญ่มะกัน
นับวันสถานการณ์วิกฤตการเมืองในยูเครนดูจะทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
นับวันสถานการณ์วิกฤตการเมืองในยูเครนดูจะทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนรัสเซียเข้าบุกยึดอาคารสถานที่ราชการหลายแห่งตามเมืองที่อยู่ทางภาคตะวันออกของยูเครนเพื่อหวังกดดันให้มีการทำประชามติแยกตนเองไปรวมกับรัสเซีย เหมือนเช่นที่ดินแดนไครเมียเคยทำไว้ก่อนหน้านี้
ขณะที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็มีรายงานว่า กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนบุกยิงเจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งจนเสียชีวิตที่บริเวณเมืองสลาเวียคทางภาคตะวันออกของยูเครน ใกล้กับชายแดนรัสเซีย
ส่งผลทำให้ความหวังที่จะมีการเจรจาหาทางออกด้วยการเจรจาอย่างสันติต้องล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ขณะที่กลุ่มชาติตะวันตกก็เตรียมที่จะหามาตรการอื่นๆ ออกมาลงโทษกับรัสเซียเพิ่มเติม หลังจากมองว่าความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้นเหล่านี้ เป็นฝีมือการชักใยของรัฐบาลกรุงมอสโก
โดยเฉพาะสหรัฐที่ออกมาขู่รายวันเลยว่าจะงัดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นมาใช้อย่างแน่นอน หากว่ารัสเซียยังคงไม่ลดละความพยายามเข้ามาปั่นป่วนการเมืองในยูเครน
สิ่งที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งไม่ได้อยู่ที่ว่ารัสเซียจะโดนมาตรการลงโทษอะไรออกมาเพิ่มเติม หากแต่ไปอยู่ที่ว่าการลงโทษรัสเซียระลอกใหม่ของกลุ่มชาติตะวันตกจะมีความเป็นปึกแผ่นมากน้อยแค่ไหน
เนื่องจากเชื่อว่า กลุ่มชาติสมาชิกในสหภาพยุโรปคงไม่เต็มใจที่จะร่วมมือกับสหรัฐในการงัดมาตรการลงโทษรัสเซียรอบใหม่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการมุ่งลงโทษทางด้านเศรษฐกิจโดยตรง
เพราะรู้กันดีอยู่ว่ายุโรปยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจของรัสเซียอยู่มากโขทีเดียว
โดยในด้านพลังงานนั้นราว 30% ของก๊าซและน้ำมันทั้งหมดที่บริโภคในยุโรปต้องนำเข้ามาจากรัสเซียโดยผ่านท่อก๊าซเข้ามาทางยูเครนอีกต่อหนึ่ง ซึ่งประเทศที่พึ่งพาพลังงานแดนหมีขาวมากที่สุด คือ เยอรมนี โดยพึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียทั้งหมด คิดเป็น 40% ของพลังงานก๊าซที่ต้องนำเข้าจากต่างชาติทั้งหมด ขณะที่ฝรั่งเศสมีสัดส่วนในการพึ่งพาแค่ 18% และอิตาลีที่ 20%
ขณะเดียวกัน รัสเซียก็ยังเป็นแหล่งทุนและตลาดที่สำคัญของบรรดาภาคธุรกิจในยุโรปอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันรัสเซียคือประเทศคู่ค้าใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของยุโรป ตามหลังสหรัฐและจีน โดยในปี 2012 ทั้งสองฝ่ายมีปริมาณการค้าร่วมกันอยู่ที่ 3.36 แสนล้านยูโร
โดยเฉพาะเยอรมนีนั้นมีบริษัทเอกชนมากถึง 6,000 บริษัท ที่เข้าไปลงทุนในรัสเซีย โดยมีทั้งรายใหญ่และรายเล็กไม่ว่าจะเป็นบริษัท โฟล์คสวาเกน เอจี, ซีเมนต์ และฮินเดลเบิรก์ซีเมนต์ เอจี
ขณะที่ปัจจุบันสินค้าส่งออกของยุโรปที่ไปขายในรัสเซีย คือ สินค้าจำพวกเครื่องจักร อุปกรณ์การขนส่ง เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งเกือบทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นสินค้าที่แปะป้ายว่าเมดอินเยอรมนีอีกเช่นกัน
โดยข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ในปี 2012 เยอรมนีสามารถส่งออกขายสินค้าไปยังตลาดรัสเซีย รวมแล้วมีมูลค่าสูงถึง 3.79 หมื่นล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 31% ของสินค้าที่ยุโรปส่งออกไปขายยังแดนหมีขาวทั้งหมดเลยทีเดียว
ดังนั้น การชักจูงยุโรปเพื่อเข้าร่วมการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อแดนหมีขาวคงไม่ใช่งานง่ายเหมือนเช่นการออกมาตรการคว่ำบาตรในครั้งแรกที่มุ่งลงโทษเพียงแค่การอายัดทรัพย์สินและห้ามเดินทางเข้าประเทศของผู้ใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซียอย่างแน่นอน
รวมทั้งยังเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐกับยุโรป ต้องมาผิดใจกันเอาเสียง่ายๆ แทนที่จะกลายเป็นโอกาสให้ทั้งสองได้กระชับความร่วมมือกันเหมือนเช่นสมัยที่เผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น
เพราะหากยุโรปไม่เข้าร่วมกับการลุยคว่ำบาตรรัสเซียด้วยแล้ว การคว่ำบาตรของสหรัฐฝ่ายเดียวก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย เนื่องจากต่อให้งัดมาตรการแซงก์ชั่นออกมารุนแรงเพียงใด ผลกระทบต่อแดนหมีก็จะไม่มากมายนัก เพราะมูลค่าการค้าและการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจระหว่างกันไม่สูงมาก
โดยปัจจุบันสหรัฐเป็นเพียงแค่ประเทศคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 5 ของรัสเซียเท่านั้น ซึ่งปริมาณการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านยูโร น้อยกว่าปริมาณการค้าระหว่างรัสเซียกับอียูถึง 10 เท่าตัว
ดังนั้น หากรัสเซียยังทำการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่น ยุโรป จีน และชาติอื่นๆ ในเอเชียได้ต่อไป เศรษฐกิจแดนหมีขาวก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้อยู่ แม้ว่าสหรัฐจะออกมาใช้มาตรการรุนแรงต่อรัสเซียมากเพียงไรก็ตาม
โดยเฉพาะในรายของเยอรมนีที่ดูเหมือนจะได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซียมากเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มอียู คงจะไม่ร่วมมือกับสหรัฐในการออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรัสเซียรอบใหม่อย่างแน่นอน
และยิ่งเมื่อเศรษฐกิจในยุโรปยังคงอ่อนแออยู่ ซ้ำยังเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด ก็ทำให้ประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปขายในต่างแดนอย่าง “เยอรมนี” ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีหากจะไปจับมือกับสหรัฐเพื่อเผชิญหน้ากับรัฐบาลหมีขาวโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ เยอรมนีในฐานะที่เป็นประเทศตัวตั้งตัวตีในการผลักดันประเด็นต่างๆ ของอียู จึงน่าจะออกมาขวางทางไม่ให้อียูงัดมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียตามที่สหรัฐต้องการมากจนเกินไป
กระนั้น หากว่าสหรัฐจะไปต่อว่าต่อขานยุโรปเพียงฝ่ายเดียวว่าไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐในการลุยลงดาบรัสเซียก็ดูจะไม่แฟร์ต่อกลุ่มประเทศยุโรปนัก
เพราะส่วนหนึ่งก็ต้องโทษสหรัฐเองที่ยังคงลังเลต่อการแสดงจุดยืนตอบรับในข้อเรียกร้องให้สหรัฐช่วยเหลือด้านพลังงานแก่ยุโรปมากขึ้น โดยการแก้กฎหมายเพื่อให้สหรัฐสามารถส่งออกพลังงานน้ำมันและและก๊าซที่มีอยู่อย่างเหลือล้นในประเทศมาให้ยุโรปได้ หลังจากที่สหรัฐประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้สกัดน้ำมันและก๊าซจากหินน้ำมัน (เชลล์ออยล์และเชลล์แก๊ส)
ทำให้ดูเหมือนว่า ยามเมื่อยุโรปต้องการที่พึ่งพิงเข้าจริงๆ แล้ว สหรัฐก็กลับไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่สหรัฐเป็นฝ่ายออดอ้อนให้ยุโรปเร่งเดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียมาโดยตลอด
นอกจากสหรัฐจะมีท่าทีลังเลใจในการช่วยเหลือด้านพลังงานต่อยุโรปแล้ว ก็กลายเป็นว่าสหรัฐกลับจ้องฉวยโอกาสดังกล่าวเป็นหนึ่งในเงื่อนไขเพื่อเร่งรัดกดดันให้สหภาพยุโรป 28 ประเทศ บรรลุผลการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐอียู ให้สำเร็จโดยเร็วอีกด้วย หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายติดขัดอุปสรรคในหลายข้อทั้งเรื่องสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) และการเปิดเสรีด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์และศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่กังวลว่าการเข้ามาของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดจะเป็นภัยต่อการอนุรักษ์ภาพยนตร์และศิลปวัฒนธรรมของเมืองน้ำหอม
เนื่องจากในระหว่างการประชุมสุดยอดสหรัฐ อียูซัมมิต เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ระบุไว้อย่างชัดเจนเลยว่า การบรรลุข้อตกลงเอฟทีเอ สหรัฐอียู จะเป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออกพลังงานของสหรัฐมายังดินแดนยุโรป ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวไม่ต้องตีความให้ยุ่งยากอะไร
เพราะนี่คือสัญญาณชัดเจนว่า หากยุโรปหวังจะลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียและนำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น ยุโรปเองก็ต้องเร่งปิดดีลการเจรจาเอฟทีเอโดยเร็ว อย่าอิดออดเหมือนที่ผ่านมา
ทำให้ยุโรปอาจไม่ปลื้มในท่าทีดังกล่าวของสหรัฐมากขึ้น
ฉะนั้นแล้ว วิกฤตการเมืองในยูเครนที่โยงใยกับการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจรัสเซียของชาติตะวันตก จึงอาจกลายเป็นจุดพลิกผันในความสัมพันธ์ของสหรัฐกับยุโรปก็เป็นไปได้ เพราะจากเดิมที่มองว่าจะเป็นโอกาสที่ทั้งสองจะกระชับสัมพันธ์ ก็กลายเป็นจุดให้ทั้งสองมาผิดใจกันแทน







