posttoday
สองมาตรฐาน

สองมาตรฐาน

15 เมษายน 2557

เป็นความขัดแย้งอีกปมระหว่างรัฐบาลรักษาการกับวุฒิสภาในช่วงสถานการณ์การเมืองเริ่มเข้าสู่จุดแตกหัก เมื่อฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีชัดคัดค้าน ข้อเสนอ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รักษาการประธานวุฒิสภา ที่ให้นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 18 เม.ย. เพื่อพิจารณาวาระถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ตามที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมา รวมทั้งให้วุฒิสภาดำเนินการเห็นชอบบุคคลทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ โดยอ้างบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) และ (3)

เป็นความขัดแย้งอีกปมระหว่างรัฐบาลรักษาการกับวุฒิสภาในช่วงสถานการณ์การเมืองเริ่มเข้าสู่จุดแตกหัก เมื่อฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีชัดคัดค้าน ข้อเสนอ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รักษาการประธานวุฒิสภา ที่ให้นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 18 เม.ย. เพื่อพิจารณาวาระถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ตามที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมา รวมทั้งให้วุฒิสภาดำเนินการเห็นชอบบุคคลทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ โดยอ้างบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) และ (3)

รัฐบาลอ้างความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ไม่สามารถเปิดประชุมได้ เพราะเรื่องการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งต้องให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ เพื่อดำเนินการกราบบังคมทูลให้มีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภา แต่ขณะนี้มิได้มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา พระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญที่จะเกิดขึ้น สมควรที่จะสอบถามประเด็นดังกล่าวไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

ท่าทีของรัฐบาลต้องการยื้อไม่ให้วุฒิสภาชุดนี้ดำเนินการประชุมได้ เพราะเชื่อว่าวุฒิสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐสภาขณะที่มีการยุบสภาอยู่นี้จะใช้ช่วงที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสภาพและอาจเกิดสุญญากาศทางการเมืองตามมา จากการที่คณะรัฐมนตรีต้องพ้นทั้งคณะไปด้วย เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ซึ่งทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยสูญเสียอำนาจทั้งขบวน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอีกด้านประจักษ์ว่า ในสมัยรัฐบาลทักษิณช่วงยุบสภาปี 2549 ก็เคยออกพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้วุฒิสภาขณะนั้นที่มี สุชน ชาลีเครือ เป็นประธานวุฒิสภา ประชุมเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นกรรมการการเลือกตั้งที่พ้นสภาพเพราะถูกศาลอาญาตัดสินจำคุก นี่จึงสะท้อนว่าสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังทำอยู่นี้ พยายามเลี่ยงกรอบกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ต่างจากแนวทางรัฐบาลพี่ชายตนเอง ที่ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว

ทั้งหลายทั้งปวงคาดหวัง ความเห็นที่แตกต่างกันนี้ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกเป็นแน่ แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือ ความขัดแย้งในช่วงใกล้สุญญากาศที่กำลังนับถอยหลัง ได้เห็นสภาพการช่วงชิงอำนาจของทั้งสองฝ่ายอย่างแหลมคม อาจนำไปสู่สงครามมวลชนที่เข้มข้นรุนแรงกว่าช่วงที่ กปปส.ชุมนุมไล่รัฐบาลแน่นอน เพราะนี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์อย่างแท้จริง เมื่อฝ่ายหนึ่งกำลังสูญเสียสถานะ จึงต้องดิ้นรนรักษาอำนาจตัวเองไว้ทุกวิถีทาง ขณะที่อีกฝ่ายกำลังรุกรบสู่ชัยชนะ จึงต้องโถมเข้าสู่เส้นชัยเต็มตัว เราจึงหนีไม่พ้นสงครามรอบใหม่ที่กำลังเริ่มขึ้น

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI