posttoday
สุขภาพบจ.แข็งแกร่งขยายทุนหาโอกาสเติบโต

สุขภาพบจ.แข็งแกร่งขยายทุนหาโอกาสเติบโต

14 เมษายน 2557

ใน ปี 2556 กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิรวม 794,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน จากยอดขายที่เติบโต 4.9% ที่ 11.1 ล้านล้านบาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3.8%

ใน ปี 2556 กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิรวม 794,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน จากยอดขายที่เติบโต 4.9% ที่ 11.1 ล้านล้านบาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3.8%

อย่างไรก็ดี ความสามารถในการทำกำไรเริ่มมีสัญญาณชะลอลงในไตรมาส 4 ปี 2556 เมื่อมีกำไรสุทธิ 166,825 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 1.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือลดลงถึง 18.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 จากยอดขายที่โตต่อเนื่องที่ประมาณ 6% ขณะเดียวกันต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นที่ 5.5% และการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นเป็น 14,921 ล้านบาท แต่เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ยังไม่ได้ส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่อรายได้ โดยยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้น

ปัจจัยบวกที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ มาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยที่ลดลงจาก 108.89 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2555 เป็น 105.39 เหรียญสหรัฐ ในปี 2556 ทำให้ต้นทุนการผลิตลดต่ำลง ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลงจาก 23% เป็น 20% ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนมี Effective Tax Rate อยู่ที่ 23.18% ลดลงจาก 24.42% ในปีก่อนหน้า

ขณะที่ปัจจัยลบมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในครึ่งปีแรก และอ่อนค่าลงในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้มีผลขาดทุนจากค่าเงินเพิ่มขึ้นถึง 11,150 ล้านบาท ดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นถึง 11.43% ตามปริมาณเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงเหลือ 2.25% ณ สิ้นปี 2556 จาก 2.75% ณ สิ้นปี 2555 ทำให้ปริมาณสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจในปี 2556 เติบโตขึ้น 9.33% จากปีก่อน

ในปี 2556 กลุ่มธุรกิจการเงิน คือ ธนาคาร ประกันภัย และประกันชีวิต มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนถึง 30.5% รวม 224,528 ล้านบาท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้าง เพิ่มขึ้น 37% และกลุ่มเทคโนโลยี 7.2% ส่วนกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิลดลงหรือทรงตัว อาทิ กลุ่มทรัพยากรลบ 7.7% กลุ่มบริการลบ 4.6% กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารลบ 34.5% หรือมีกำไรสุทธิรวม 30,052 ล้านบาท กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคลบ 22.9% กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมบวก 1.2%

ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยรวมปรับลดลงในทุกรายการเมื่อเทียบกับในปี 2555 โดยอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 12.5% และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROA) อยู่ที่ 5.4%

ส่วนดัชนีชี้วัดฐานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน ณ สิ้นปี 2556 อยู่ในระดับทรงตัว โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน 1.25 เท่า ลดลงเล็กน้อยจากปี 2555 นอกจากนี้ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น มีส่วนทำให้อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยลดลงมาอยู่ที่ 10.42 เท่า

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน โดยไม่รวมกลุ่มทรัพยากรและกลุ่มเกษตรและอาหารจะปรับดีขึ้น

ในปี 2556 บริษัทจดทะเบียนลงทุนในสินทรัพย์ถาวร 598,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนต่อเนื่องที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น ขนส่ง พาณิชย์ โรงพยาบาล สื่อสาร และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรองรับการอุปโภคบริโภคทั้งในประเทศ และประเทศในกลุ่มอาเซียน

มูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตในพื้นที่ต่างจังหวัด เช่น บริษัท การบินไทย (THAI) ใช้เงินเพื่อซื้อเครื่องบินเพิ่มเติม บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ขยายสาขาในพื้นที่ต่างจังหวัด

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ลงทุนเพื่อขยายสาขารองรับการเพิ่มขึ้นของลูกค้าในพื้นที่ต่างจังหวัด เป็นต้น

กลุ่มเทคโนโลยีการสื่อสารยังคงมีการลงทุนด้านโครงข่าย 3จี (3G) อย่างต่อเนื่องในปี 2556 สอดคล้องกับการขยายตัวของการใช้สมาร์ทโฟนในประเทศ ผู้ประกอบการหลักทั้งบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE)

กลุ่มทรัพยากร ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงสุด มีการลงทุนส่วนใหญ่เกิดจากบริษัท ปตท. (PTT) และบริษัทในเครือยังคงมีการลงทุนหลักด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เช่น โครงการซอติกา โครงการออสตราเลเชีย โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ รวมถึงโครงการท่อก๊าซนครสวรรค์และระยอง

นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งมีการลงทุนในโครงการที่รองรับการเติบโตในประเทศกลุ่มอาเซียน เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างมีบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ลงทุนในธุรกิจหลัก (ซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์เคมิคอล) ไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลที่มีบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ขยายสาขาของโรงพยาบาลในภูมิภาคอาเซียนเช่นกัน

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ของบริษัทจดทะเบียนกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีทิศทางที่สอดคล้องกันประมาณ 0.70-0.85% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงหลังนี้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากบริษัทจดทะเบียนไทยบางส่วนมีการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น และมีรายรับจากต่างประเทศที่สูงถึง 40% ของรายได้รวมในปัจจุบัน ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของรายได้จากต่างประเทศจะสามารถบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยได้ระดับหนึ่ง

กำไรสุทธิต่อหุ้นคาดการณ์ในปี 2557-2558 เติบโตในเกณฑ์ปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย โดยมีการประเมินว่าจะเติบโต 9% และ 11%

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน