
นับหนึ่งใหม่เจรจาบีอาร์เอ็นเพิ่มบทบาทกองทัพ...คุยทุกกลุ่ม
ที่ผ่านมาการเจรจาไม่เป็นมรรคผลอะไร ยิ่งทิ้งไว้ 5 เดือนกว่า รัฐบาลไม่ทำต่อเนื่องก็จะมีปัญหา
โดย...ปริญญา ชูเลขา
นโยบายเจรจาสันติภาพกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือบีอาร์เอ็น ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งมี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าทีม ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรือมีมรรคผลให้แนวโน้มสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้พลิกผันไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ยิ่งความขัดแย้งทางการเมืองในกรุงเทพฯ ยืดเยื้อยาวมามากว่า 5 เดือน ยิ่งเกิดช่องโหว่ให้ผู้ก่อความไม่สงบลงมือก่อเหตุอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มยกระดับความรุนแรงมากขึ้น เช่น วางระเบิดกลางเมืองยะลาต่อเนื่อง 2 วันติดกัน และฆ่าตัดคอชาวไทยพุทธ เมื่อเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม ถวิล เปลี่ยนศรี ว่าที่เลขาธิการ สมช. ที่จะเข้ารับตำแหน่งภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ เสนอว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องปรับรูปแบบการเจรจาใหม่ และควรให้ทางกองทัพมีบทบาทนำ ที่ผ่านมาไม่เป็นเช่นนั้น ทำให้ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร
“ที่ผ่านมาการเจรจาไม่เป็นมรรคผลอะไร ยิ่งทิ้งไว้ 5 เดือนกว่า รัฐบาลไม่ทำต่อเนื่องก็จะมีปัญหา การเจรจาที่ถูกควรจะต้องถูกกลุ่มถูกจุดและมีความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่ใช้การตลาดนำหรือใช้การเมืองนำเหมือนท่ี่ทำ” ถวิล ระบุ
“ในตอนครั้งที่มีการเจรจากัน ก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปมาเลเซีย คณะเจรจาฝ่ายไทยยังไม่รู้เลยว่าจะไปเจรจาเรื่องอะไร คุยครั้งนี้เพื่อนัดคุยครั้งต่อไปเท่านั้น กลายเป็นการคุยประจำเดือน แต่สุดท้ายไม่ได้มีผลอะไร
“การพูดคุยในอดีตที่ผมเคยทำเป็นการพูดคุยเพื่อหวังผล และยิ่งเป็นการพูดคุยเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว ยิ่งทำให้การเจรจาเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก” ถวิล กล่าว
ถวิล กล่าวด้วยว่า การเจรจาที่ผ่านมารัฐบาลใช้วิธีการโฉ่งฉ่างมากเกินไป กล่าวคือยังไม่มีผลงาน แต่รัฐบาลกลับตีฆ้องร้องป่าวประกาศเป็นผลงาน หวังสร้างเครดิตทางการเมือง มากกว่ามุ่งเน้นแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
ว่าที่เลขาธิการ สมช. ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) นายกรัฐมนตรี ก็เป็นประธาน มีอำนาจเต็มในการมอบหมายผู้ไปทำหน้าที่เจรจาได้
“ผมยินดีหากนายกฯ จะมอบนโยบายให้ พล.ท.ภราดร สานงานการเจรจาต่อไป แต่หากจะให้เลขาฯ สมช. ไปทำหน้าที่ทุกเดือน โดยหน้าที่การงานเลขาธิการไปทำงานอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมีอย่างอื่นต้องดำเนินการด้วย” ถวิล ระบุ
ด้าน ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นด้วยที่จะเดินหน้าให้เกิดการเจรจากับแกนนำผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ต่อไป แต่จะต้องมีความชัดเจนใน 3 ระดับ คือ ฝ่ายการเมืองในฐานะกำหนดนโยบาย สมช. ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา และกองทัพ โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน. ภาค 4)
“ขณะนี้รัฐบาลรักษาการไม่อาจดำเนินการใดๆ ได้อยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็เกิดปัญหาภายใน สมช. คือ มีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. ซึ่งสมัยถวิลได้เน้นการเจรจาในทางลับกับกลุ่มบีอาร์เอ็นในพื้นที่ โดยมอบหมายให้สมเกียรติ บุญชู รองเลขาธิการ สมช. ในขณะนั้น ไปดำเนินการ ถือเป็นแนวทางที่ดีและควรสานต่อ”
ปณิธาน ระบุว่า การเดินหน้าเจรจาต่อ ควรลดบทบาทมาเลเซียลงด้วยการดึงกองทัพเข้ามามีส่วนร่วม โดย ผบ.ทบ.ต้องไปเจรจากับรัฐบาลมาเลเซียใน 2 เรื่อง คือ การเจรจาไม่ควรยึดติดเฉพาะกลุ่มฮาซัน ตอยิบ มากเกินไป เพราะไม่มีสายสัมพันธ์กับคนในพื้นที่
ประเด็นต่อมาอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ควรเพิ่มกลุ่มหรือขบวนการอื่นๆ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในมาเลเซียให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจาให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ต้องเพิ่มบทบาทขบวนการบีอาร์เอ็นหรือกลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดด้วย ซึ่งมั่นใจว่าสมเกียรติ ดำเนินการเรื่องนี้ได้ดี แต่ก็ควรจัดระเบียบการเจรจาใหม่
“การเปิดเผยเกินไปไม่เป็นผลดีต่อการต่อรอง ควรปิดลับและมีการเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะการดึง กอ.รมน.ภาค 4 เข้ามามีส่วนร่วม” ปณิธาน ระบุ







