
ปลัดกระทรวงตัวแปรชี้ขาดสุดท้าย
กปปส.ปรับกลยุทธ์รอบใหม่ พุ่งเป้าเข้าหาหัวหน้าหน่วยงานราชการ ไล่เดินสายเข้าพบปลัดกระทรวงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจังหวะ “เปลี่ยนผ่าน”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
กปปส.ปรับกลยุทธ์รอบใหม่ พุ่งเป้าเข้าหาหัวหน้าหน่วยงานราชการ ไล่เดินสายเข้าพบปลัดกระทรวงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจังหวะ “เปลี่ยนผ่าน” หวังดึงข้าราชการเข้ามาเป็นแนวร่วมสำคัญ เดินหน้าสู่เป้าหมาย
ต้องยอมรับว่า “ข้าราชการ” ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่หากยืนอยู่ฝั่งไหน ย่อมทำให้ฝั่งนั้นได้เปรียบ ทำให้ทั้ง “รัฐบาล” และ กปปส. พยายามแย่งชิงฐานสนับสนุนตรงนี้
“จุดชี้แพ้ชี้ชนะอยู่ที่การตัดสินใจของข้าราชการ หากตัดสินใจได้เร็ว ทุกอย่างจะจบเร็ว โดยขอให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศรวมตัวกันต่อสู้กับประชาชน และเชื่อว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะจบเกม” สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวเชิญชวนข้าราชการให้ออกมายืนกับมวลมหาประชาชนเมื่อครั้งเริ่มต้นพบผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา
แน่นอนว่าบทบาทของข้าราชการที่ถือเป็นมือไม้ขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาลนั้น หากข้าราชการพร้อมใจกันแข็งขืน หรือใส่เกียร์ว่างไม่รับลูกสนองงานรัฐบาล ย่อมทำให้รัฐบาลไม่สามารถประคองตัวเดินหน้าฝ่ากระแสรุมเร้าไปได้
ที่สำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประเมินกันว่าการเมืองอาจตกอยู่ในสภาพ “สุญญากาศ” จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะชี้ขาดสถานภาพนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
หากถึงวันที่เดินหน้าไปสู่จุดนั้น บทบาทของข้าราชการจะถูกยกระดับมาเป็นผู้พยุงสถานการณ์ในช่วงสุญญากาศ โดยเฉพาะ “ปลัดกระทรวง” ที่จะมารับหน้าที่แทนรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีต้องพ้นสภาพไปด้วย
สถานะของปลัดกระทรวงในช่วงนั้น จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งกับการชี้ทิศทางว่าจะเดินหน้าไปสู่จุดไหน
ในแง่มุมของ กปปส. แม้ที่ผ่านมาจะมีข้าราชการจำนวนไม่น้อยจะออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับมวลมหาประชาชน แต่ยังไม่เพียงพอจะสร้างพลังแรงกดดันไปจนถึงขั้น “ปิดเกม” เมื่อหัวขบวนหลายกระทรวงยังรักษาท่าที ยืนยันปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่เปิดหน้าออกมาร่วมเคลื่อนไหว มีเพียงแค่ปลัดบางกระทรวงที่แสดงจุดยืนอยู่ฝั่งเดียวกับ กปปส.
ยิ่งกว่านั้นในช่วงเคลื่อนไหวช่วงแรกๆ ของ กปปส. ได้นำมวลชนบุกปิดตายกระทรวง ไม่ให้ข้าราชการได้เข้าทำงานเพื่อเพิ่มแรงบีบให้รัฐบาลเป็นง่อยไม่สามารถทำงานได้นั้น แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างความไม่พอใจให้ผู้บริหารระดับสูงหลายกระทรวง
สุดท้าย กปปส.จึงจำเป็นต้องปรับแผนเลิกมาตรการปิดหน่วยงานราชการ พร้อมกำหนดดีเดย์วันที่ 8 เม.ย. เปิดให้กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ กลับมาทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ขอให้ทำงานเฉพาะงานบริการประชาชน ไม่รับคำสั่งหรือรับใช้รัฐบาล เหลือเพียง “ทำเนียบรัฐบาล” และ “กระทรวงมหาดไทย” ที่จะยังไม่มีการเปิดให้เข้าทำงาน
พร้อมกับลุยเดินสายตระเวนพบปะปลัดกระทรวง ซึ่งแน่นอนว่าแค่การพบกันไม่กี่ชั่วโมง สุเทพคงไม่อาจกล่อมปลัดกระทรวงให้เปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวกับมวลมหาประชาชนได้ เมื่อหลายกระทรวงก็ยังแนบแน่นอยู่กับทางฝั่งรัฐบาลเพื่อไทย
ทว่า ภาพการพูดคุยระหว่างกันย่อมมีผลต่อความรู้สึกของข้าราชการระดับรองลงมาในกระทรวง รวมไปถึงกระทรวงอื่นๆ และประชาชนทั่วไป อย่างกรณีสุเทพเข้าพบ กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเปิดห้องรับรองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ใช่การปราศรัยข้ามรั้วสื่อสารกันเหมือนเช่นเคย
ต่อเนื่องด้วยการเข้าพบจับมือพูดคุยกับ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่คุยกันในประเด็นเรื่อง “รัฏฐาธิปัตย์” แม้จะยังเข้าใจไม่ตรงกันแต่บรรยากาศก็เป็นไปด้วยดี
ล่าสุดวานนี้ สุเทพเข้าพบ ชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมศักดิ์ เกตุจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 11 ซึ่งทำงานอยู่ที่กรมชลประทาน ปากเกร็ด
หรือย้อนไปก่อนหน้านั้น ที่กระทรวงศึกษาธิการ แกนนำ กปปส. ได้เข้าไปนั่งจิบกาแฟ พูดคุยกับ ศุภกร วงศ์ปราชญ์ รองปลัดกระทรวง ณ อาคารหอประชุมคุรุสภา ท่ามกลางการต้อนรับจากข้าราชการ
ภาพเหล่านี้สร้างความหวาดผวาถึงขั้นทำให้ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ต้องออกหนังสือเรียกปลัดทุกกระทรวงมาทำความเข้าใจ กำชับและตักเตือนต่อการพบเลขาธิการ กปปส. ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏ ในวันที่ 17 เม.ย. เวลา 14.00 น.
พร้อมกล่าวตำหนิ กปปส.ที่เรียกร้องให้ข้าราชการร่วมเคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับข้าราชการ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน กำหนดให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
การดิ้นรอบนี้ของ ศอ.รส. จึงถือเป็นการช่วงชิงฐานอำนาจข้าราชการให้กลับมายืนอยู่ข้างรัฐบาล ไม่หวั่นไปตามแรงกล่อมของ กปปส. ส่วนจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอดูกันต่อไป







