
ปฏิรูปสังคมสร้างภาพพลังศีลธรรม
สังคมไทยปัจจุบันมีความบกพร่องทางศีลธรรม จริยธรรม และจิตวิญญาณ ภาพความสงบสุขจากในอดีตถูกทำลายแล้วจนหมดสิ้น
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
สังคมไทยปัจจุบันมีความบกพร่องทางศีลธรรม จริยธรรม และจิตวิญญาณ ภาพความสงบสุขจากในอดีตถูกทำลายแล้วจนหมดสิ้น พบสถิติอาชญากรรมสูงขึ้นอย่างน่าหวาดวิตก มีผู้หญิงถูกกระทำไม่ต่ำกว่า 15 คนต่อวัน มีเด็กถูกละเมิดทางเพศทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือเร็วกว่านั้น นี่ยังไม่นับเหตุการณ์ฆ่ายกครัว ลูกจ้างวานฆ่าพ่อแม่
นอกจากภาพข้างต้น สังคมไทยยังเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบและรังเกียจเหยียดหยามอย่างเปิดเผย ที่น่าหดหู่แม้จะไม่อาจกล่าวได้เต็มปากแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้โดยสิ้นเชิง นาทีนี้สังคมไทยกำลังชาชินกับความโหดเหี้ยมเหล่านี้ไปแล้ว
นั่นแสดงให้เห็นว่าคนในสังคมกำลังมีทุกข์ทางจิตวิญญาณอย่างหนัก กล่าวคือไม่เคยค้นพบความสุขจากภายในและยิ่งพยายามแสวงหาความสุขจากภายนอกเท่าใดยิ่งไขว่คว้าไว้ซึ่งวัตถุแสนสาหัสเพียงใด ยิ่งต้องระงมระทมทุกข์มากขึ้นเป็นทวี
คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) เชื่อว่าส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากความบกพร่องของศาสนธรรมและจิตวิญญาณในสังคมไทย จึงได้จัดทำข้อเสนอสู่การปฏิรูปพอสังเขป ดังนี้
1.ปฏิรูปการปกครองและการศึกษาของคณะสงฆ์อย่างจริงจังจำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ต้องลงทุนและเอาใจใส่กับเรื่องการศึกษาของพระสงฆ์สามเณร เพื่อให้ได้พระเณรที่รู้ทางธรรมและทางโลกพอที่จะเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนท้องถิ่น
การปกครองขององค์กรศาสนาไม่ควรรวมศูนย์ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นระดับต่างๆ รัฐควรทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้บุคลากรในองค์กรศาสนาทุกระดับและทุกประเภทมีการศึกษาที่ดี ทั้งในทางศาสนาและทางโลก แต่การจะทำเช่นนี้ได้ รัฐต้องเลิกผูกขาดการเป็นผู้ควบคุมและตีความ ความรู้ทั้งหลักธรรมของแต่ละศาสนาและความจริงทางโลกแต่ผู้เดียว
ยิ่งไปกว่านี้ ถึงรัฐจะเป็นผู้ปกป้องเสรีภาพทางศาสนา แต่รัฐไม่ควรทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องศาสนาเสียเอง เพราะในโลกปัจจุบันความอยู่รอดของคำสอนทางศาสนาใดก็ตามควรเกิดขึ้นจากความสามารถในการปรับตัวขององค์กรศาสนาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป
ฉะนั้น ทุกคำสอนจึงต้องเผชิญการท้าทาย การคิดต่างเน้นต่างของคำสอนอื่นๆ แม้ในศาสนาเดียวกันการปกป้องศาสนาในสำนวนที่รัฐเห็นชอบด้วยอำนาจรัฐเสียอีกที่ทำให้องค์กรศาสนานอนใจที่จะปรับตัวเองเพื่อนำคำสอนมาสู่สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
2.ฟื้นฟูชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งหมายถึงความเข้มแข็งของสายสัมพันธ์ภายในของกลุ่มคนที่ร่วมในท้องถิ่นเดียวกัน ในโลกปัจจุบันสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งไม่ได้วางอยู่บนระบบเครือญาติ การทำอาชีพเดียวกัน หรือการเผชิญโลกภายนอกร่วมกันอีกแล้ว แต่วางอยู่บนกิจกรรมร่วมกันและการจัดการและใช้ประโยชน์จากสาธารณสมบัติร่วมกัน
จึงต้องกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ชุมชนที่เข้มแข็งมีพลังทางศีลธรรมในการกำกับพฤติกรรมของผู้คนสายสัมพันธ์ในชุมชนยังทำให้ผู้คนไม่รู้สึกแปลกแยกจากกัน
ดังนั้น ในด้านการจัดการด้านศาสนาย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีการบำรุงการศึกษาของพระสงฆ์ สามเณรอย่างจริงจังมากขึ้น รวมทั้งการทำนุบำรุงศาสนสถานในท้องถิ่นด้วย
การทำให้ศาสนากลับเป็นของท้องถิ่นหรือชุมชน ย่อมทำให้องค์กรศาสนาตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้น และอ่อนไหวต่อศาสนาหรือความเชื่อทางจิตวิญญาณอื่นๆ ซึ่งมีมากขึ้นในท้องถิ่น
3.ปฏิรูปการศึกษาเพื่อเสริมสร้างจริยธรรมและจิตวิญญาณ การศึกษาควรให้ความสำคัญของมิติทางจิตวิญญาณและศีลธรรมมากขึ้น แต่มิได้หมายความให้บรรจุวิชาศาสนาเข้าไปในหลักสูตรเพิ่มขึ้น แต่หมายถึงการสอนวิชาความรู้ในเชิงโน้มนำให้ผู้เรียนคิดถึงคนอื่น เพราะคนอื่นคือหลักการพื้นฐานของศีลธรรมทุกชนิด
นอกจากนี้ ควรสอนให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็นทั้งเรื่องวิชาความรู้และจิตใจของตนเอง อีกทั้งควรสอนในทางปฏิบัติ เช่น ทำกิจกรรมเพื่อคนอื่น การรู้จักสงบใจ การรู้จักฝืนใจตนเอง ความมานะบากบั่นในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม การรู้เท่าทันการโฆษณาและชั่งใจในการจับจ่ายใช้สอย
4.ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศาสนา โดยมีจุดร่วมที่ลดความเห็นแก่ตัว มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางภาษา ศาสนา เชื้อชาติ และอุดมการณ์ เพื่อลดความโกรธเกลียดและอคติต่อกัน







