posttoday
รัฏฐาธิปัตย์..ในรอยเท้าช้าง

รัฏฐาธิปัตย์..ในรอยเท้าช้าง

09 เมษายน 2557

รัฏฐาธิปัตย์ ระเบิดใต้ ปู ปึ้ง แม้ว กำนัน อิสลาม คนไทย มะกันและอื่นๆ ในรอยเท้าช้าง

โดย....ภัทระ คำพิทักษ์

ผมตะหงิดๆว่า มันมีความเกี่ยวพันอะไรบ้างอย่างในเรื่องสถานการณ์การเมืองซึ่งกำลังรบกันอยู่ในเมืองหลวงกับเหตุระเบิดใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แน่ๆ

รู้ว่า มันมีความนัยอะไรบางอย่างแต่อธิบายเป็นระบบไม่ได้ จนกระทั่งค้นไปเจอบทความของ John L.Esposito ศาสตราจารย์ด้านกิจการระหว่างประเทศและอิสลามศึกษาที่ จอร์จ ทาวน์ ยูนิเวอร์ซิตี้ เลยถึงบางอ้อ

พอถึงบางอ้อแล้วเลยนึกถึง กำนัน ยิ่งลักษณ์ ทูตสหรัฐ ฯพณฯปึ้ง และใครอีกหลายคน ว่า ท่านทั้งหลายเหล่านั้นรู้ไหมว่า เรากำลังเผชิญกับอะไร?

ในบทความเรื่องประชาธิปไตยกับอิสลาม : บริบทโลกกับมรดกทางวัฒนธรรม (อุกฤษณ์ แพทย์น้อย บรรณาธิการ) John L.Esposito วาดภาพใหญ่ให้เห็นว่า ประวัติศาตร์โลกปัจจุบันมีแนวโน้มสองกระแสที่กำลังดำเนินอยู่อย่างเข้มข้น นั่นคือ การขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และ การยืนยันอัตตลักษณ์ทางสังคมที่เฉพาะเจาะจง

กระแสแรกนั้นเรียกว่าไม่มีอะไรทัดทาน ว่ากันเฉพาะบ้านเรานี่ก็คงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้กำนัน บิ๊กตู่ และใครต่อใครไม่กล้าฉีกรัฐธรรมนูญกันเลยสักคน

กระแสหลังนั้น ตั้งแต่หลังปี คศ.1990 เป็นต้นมาก็เป็นที่ชัดแจ้งแล้วว่า"การยืนยันอัตตลักษณ์ขึ้นพื้นฐานของชุมชนคือ หนึ่งในปัจจัยหลักที่มีบทบาทหลักในกิจการโลกยุคปัจจุบัน" อัตตลักษณ์นี้ ครอบคลุมตั้งแต่การเคลื่อนไหวของขบวนการชาติพันธุ์ไปยันการพลิกฟื้นของศาสนาที่กำลังแพร่หลายอยู่ทั่วโลกอีกด้วย

ความครอบคลุมนี้ถ้าดูจากฟีดข่าวของเหล่าเพื่อนๆในเฟสบุ๊ก ผมก็เห็นตั้งแต่ การประกาศตัวของการเคารพอัตตลักษณ์มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปยันการฟื้นละครชาตรีของชุมชนนางเลิ้ง อะไรประมาณนั้น

John L.Esposito ขยายภาพของสองกระแสนี้ลงไปในรายละเอียดอีกว่า โลกาภิวัฒน์ การที่คนสามารถเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น ฯลฯ ได้ทำให้ประชาชนทั่วโลกต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นแต่โลกทัศน์ของประชาชนจะไม่เหมือนชนชั้นนำซึ่งได้รับการศึกษาจากตะวันตก มันกลับมีพลวัตไปคล้ายกับลัทธิชาตินิยม อย่างกรณีชาวมุสลิมนั้น ลัทธิชาตินิยมในรูปแบบที่ปรากฏในโลกตะวันตกจะอยู่ในหมู่ปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาหรืออิทธิพลจากตะวันตกแต่พอมันอยู่ในจิตสำนึกของหมู่ประชาชนซึ่งเข้าไม่ถึงอะไรแบบนั้น มันจึงกลายรูปไปเป็นการหันเข้าสู่หลักคำสอนและขนบจารีตแบบอิสลามมากขึ้น

นั่นทำให้ไม่ลังเลเลยที่จะทำให้ John L.Esposito ฟันธงว่า "แรงกดดันให้มีการขับเคลื่อนสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตยในโลกมุสลิมยิ่งตอกย้ำและเสริมพลังให้แก่การพลิกฟื้นศาสนาอิสลามในอีกทางหนึ่งด้วย"

John L.Esposito บอกว่า สหรัฐและโลกตะวันตกมักส่งออกประชาธิปไตยโดยนึกถึงแต่ประชาธิปไตยตามแบบของตัวเอง พูดง่ายๆว่า ยึดถือเอารูปแบบประชาธิปไตยแบบตัวเองมาเป็นมาตรฐานของโลก ไม่ได้คำนึงถึง ประเพณี วัฒนธรรม คติ ความเชื่อ ฯลฯ รวมทั้งพลวัตที่เกิดขึ้นในสังคมอื่นเลย

ประชาธิปไตยแบบมาตรฐานอเมริกันคือ การให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและการปกครองแบบเสียงข้างมาก และการเลือกตั้งที่เป็นการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมกลายเป็นสูตรสำเร็จของการสถาปนาประชาธิปไตยที่กำลังแพร่หลาย

การเลือกตั้งกลายเป็น "ส่วนที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของระบบที่เรียกได้ว่า มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"

คุ้นๆไหม ประชาธิปไตยแบบนี้ ก็ที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศว่า "ดิฉันมาจาการเลือกตั้ง" นั่นไง สูตรนี้เลยล่ะ

ขณะที่อเมริกันและตะวันตกสถาปนามายาคติของสูตรสำเร็จการเป็นประชาธิปไตยแบบนั้นขึ้น John L.Esposito ได้ให้ข้อมูลว่าถ้ามองไปทั่วโลกแล้วจะพบว่า ยังมีประชาธิปไตยแบบอื่นอยู่อีก และรูปแบบที่พบได้มากสุดคือ ประชาธิปไตยแบบฉันทามติและ "หากกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยที่ผ่านมาเราจะพบว่า การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการไม่ใช่ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างเช่น ในกรุงเอเธนส์ตัวแทนของประชาชนถูกเลือกให้มาปกครองโดยการจับสลาก..."

John L.Esposito บอกว่า ถ้าไม่มัวแต่ไปยัดเยียดรูปแบบประชาธิปไตยสำเร็จรูปที่ตัวเองคิดว่ามันถูกต้องที่สุดให้กับประเทศอื่น แล้วค่อยๆไปพิจารณาจะพบว่า วัฒนธรรม พลวัตร ฯลฯ ของสังคมอื่น ประเทศอื่น หรือแม้แต่ศาสนาอื่นนั้นล้วนแต่มีอะไรที่ดีงามที่สามารถเกื้อหนุนให้ประชาธิปไตยแตกหน่อออกผลได้ทั้งนั้น

ตัวอย่างเช่น ในศาสนาอิสลามนั้น ถ้าไม่ไปตีความหมายของคำว่า กาลิฟาห์ (khalifah) ว่า หมายถึงผู้นำหรือสถาบันการเมืองอย่างเดียว แต่ยึดอัลกรุอานแล้วตีความว่า กาลิฟาห์ หมายถึงการเป็นข้ารับใช้ของมนุษย์ต่อสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าสร้างขึ้น ความหมายก็จะกว้างขึ้นระดับจักรวาลและประชาธิปไตยก็เริ่มขึ้นได้ในศาสนาอิสลาม

John L.Esposito ไม่ได้พูดชัดนักแต่ก็พอทำให้เข้าใจได้ว่า การส่งออกและยัดเยียดประชาธิปไตยในรูปแบบสูตรสำเร็จนี้ จะนำไปสู่ทางแยกสองด้านๆหนึ่งนำความหลากหลายของบรรดาพลวัตรและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมต่างๆมาขับเคลื่อนสังคมโลกให้ก้าวไปสู่ประชิปไตยแบบก้าวหน้า ถ้าไปแบบนั้นไม่ได้อีกด้านหนึ่งทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันและอาจจะเกิดฉากอนาคตที่เรียกได้ว่าสงครามล้างโลกก็เป็นไปได้

ผมว่า สิ่งที่ John L.Esposito นำเสนอนี้น่าคิดถ้ามันเป็นรอยเท้าช้าง แล้วเราเอาเรื่อง รมว..ต่างประเทศสหรัฐพูดเรื่องประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง เรื่องทูตสหรัฐพูดเรื่องกกปส. เรื่องทักษิณและบริวารกำลังล็อบบี้สหรัฐและโลกตะวันตกให้มองเห็นกำนันเป็นตาลีบันเพราะต่อต้านการเลือกตั้ง เรื่องนักการเมืองและนักวิชาการแดงหลายคนมุ่งให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลและองค์กรอิสระ เรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องนายกฯแบะๆเรื่องภาคใต้ เรื่องกปปส.เรียกร้องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ฯลฯ ใส่เข้าไปในรอยเท้าใหญ่ยักษ์นี้ เราก็จะเห็นภาพใหญ่และเวทีการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่ของประเทศต่างๆในโลก ย่อลงมาถึงระดับประเทศ ระดับภาค ระดับ 3 จังหวัด ลงมากระทั่งระดับชุมชนหรือแม้กระทั่งปัจเจกชน

ทำความเข้าใจประชาธิปไตยให้ดีเถอะแล้วเราจะเกิดความรู้และจินตนาการอีกมาก

คิดเรื่องนี้แล้วคิดถึงอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ หลายครั้งที่ท่านพูดกับผมว่า เมืองไทยต้องหารูปแบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศของเรา ท่านว่า รัฐธรรมนญบางฉบับเหมือนรถโรสรอยส์ มันดูดีไปหมดแต่เรากลับเอามาวิ่งในท้องนา มันดีแต่ไม่สัมพันธ์กับภูมิศาสตร์การเมืองไทย บ้านเมืองไทยเอาเสียเลย

ในเสียงกังวานของการแสดงออกถึงความรักและแหนหวงประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงและการประกาศตายคาเก้าอี้เพื่อรักษาประชาธิปไตยของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมสงสัยว่า นอกจากการได้เสียงข้างมาก ทำอะไรก็ไม่ผิดเพราะมีเสียงข้างมากเแล้ว เธอและพรรคพวกรู้จักประชาธิปไตยดีสักเท่าไหร่

ส่วนเราท่านทั้งหลายเอง เคยคิดและจินตนาการถึงประชาธิปไตยที่เหมาะกับประเทศไทยจริงๆหรือไม่?

ถ้าเราหาคำตอบนี้ไม่ได้ก็คงต้องเรียกร้องการปฏิรูปไปอีกหลายๆหนและเผชิญระเบิดกันไปอีกเรื่อยๆ

โลกและสังคมเรา ล้วนกำลังอยู่ในทางแยกที่ต้องเลือก

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI