posttoday
ถอดถอน "นิคม" สะดุดซ้ำเติมสุญญากาศ

ถอดถอน "นิคม" สะดุดซ้ำเติมสุญญากาศ

09 เมษายน 2557

กำหนดการเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ที่กำหนดไว้เดิมวันที่ 18 เม.ย.นี้ เพื่อพิจารณาถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

กำหนดการเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ที่กำหนดไว้เดิมวันที่ 18 เม.ย.นี้ เพื่อพิจารณาถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดจากปมปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา สว. ทำท่าจะสะดุดจนไม่สามารถเปิดประชุมได้ และส่งผลสะเทือนต่อไปถึงวิกฤตการเมืองที่ทางออกเริ่มตีบตันมากขึ้นทุกที

ล่าสุด ปัญหาเกิดขึ้นหลังจากกฤษฎีกามีความเห็นเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเสนอเรื่องให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสมัยวิสามัญตามมาตรา 128 วรรค 3 โดยนายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่อาจกระทำได้

ทั้งนี้ สาเหตุเพราะการจะเปิดสมัยวิสามัญครั้งนี้ เนื่องจากเหตุเพราะการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 “ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่เป็นกรณีดังต่อไปนี้ (3) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง”

ดังนั้น การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญจึงจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 วรรค 2 ที่ระบุว่า “ในกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งรายงานให้นอกสมัยประชุม ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ประธานรัฐสภาลงนามสนองพระบรมราชโองการ”

ปัญหาจึงอยู่ตรงที่การเรียกประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาถอดถอน ต้องให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ

แต่หลังจากยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนที่จะให้ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภาขึ้นมาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาแทน

ทว่า เมื่อ “นิคม” ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาแทน แต่ในส่วนตำแหน่งรองประธานรัฐสภาของ “นิคม” นั้น ยังมีความเห็นแตกเป็นสองฝั่ง ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันว่า สุรชัยจะสามารถทำหน้าที่แทนได้หรือไม่

เมื่อด้านหนึ่งมองว่า ผู้ที่จะมาทำหน้าที่แทน “ประธานรัฐสภา” ได้มีเพียงแค่ “รองประธานรัฐสภา” คือ “นิคม” เท่านั้น และวันนี้เขายังไม่ได้พ้นจากตำแหน่งแค่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น “สุรชัย” ที่เป็นรองประธานวุฒิสภา และทำหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาย่อมไม่อาจทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาได้ แต่อีกฝั่งยังเห็นว่าเมื่อรองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาก็ย่อมสามารถทำหน้าที่แทนในฐานะรองประธานรัฐสภาได้ เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ประเด็นนี้ทางสุรชัยร่วมกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จะได้พิจารณาเพื่อหาข้อสรุปว่าจะมีท่าทีต่อประเด็นนี้อย่างไร ไม่ว่าจะยืนยันความถูกต้องให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญตามเดิมในวันที่ 18 เม.ย. หรือกลับมายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด

ทั้งนี้ มีการประเมินกันว่าหากเลื่อนเปิดประชุมสมัยวิสามัญออกไปอาจมีผลต่อการลงมติถอดถอน “นิคม” เพราะหากเดินหน้าประชุมตามกำหนดเดิมคือ วันที่ 18 เม.ย. นั่นย่อมทำให้ สว.เลือกตั้งชุดเก่าที่พ้นวาระไปแล้วแต่ยังปฏิบัติหน้าที่ในช่วงรอ สว.เลือกตั้งชุดใหม่ได้รับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นผู้ที่ลงมติถอดถอน

เมื่อล่าสุด กกต.มีมติประกาศรับรองการเลือกตั้ง สว.ทั้งหมด 58 จังหวัด ที่ไม่มีปัญหาเรื่องร้องเรียน ส่วนอีก 19 จังหวัด ยังไม่สามารถรับรองการเลือกตั้งได้ นั่นทำให้ยังไม่ครบจำนวน สว. 95% ที่จะเปิดประชุมวุฒิสภาชุดใหม่ได้ ซึ่งต้องรอการรับรองจาก กกต.อย่างน้อยอีก 12 คนจากที่ยังไม่ได้รับรอง 19 คน

แต่ในความเป็นจริงเมื่อพิจารณารายละเอียดแนวโน้มของ สว.เลือกตั้งชุดเก่าและชุดใหม่ที่จะลงมติถอดถอน “นิคม” สัดส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะลงคะแนนถอดถอนและไม่ถอดถอนทั้งชุดเก่าและชุดใหม่ดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะ สว.เลือกตั้งชุดเก่า 76 คนเดิมลาออกไปแล้ว 7 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 คน เหลือ 68 คนที่ปฏิบัติหน้าที่ประเมินว่าจะลงมติถอดถอน 9 คน ส่วน สว.ชุดใหม่ 77 คน คาดว่าจะมีประมาณ 10 คนที่จะลงมติถอดถอน ดังนั้น ไม่ว่าชุดเก่าหรือชุดใหม่จึงแทบไม่มีผลต่อการลงมติถอดถอนที่จะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 หรือประมาณ 90 เสียง

แต่แน่นอนผลกระทบที่จะตามมาหากเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติถอดถอน “นิคม”ไม่ได้ นั่นหมายความว่า “นิคม” แม้จะยังไม่พ้นสภาพความเป็นประธานวุฒิสภา แต่ยังต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่สามารถเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติได้

ดังนั้น ในวันที่การเมืองในระบบกำลังจะเข้าสู่สภาวะ ”สุญญากาศ” ตามที่หลายฝ่ายประเมินว่าคดีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อาจจะทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลุดจากเก้าอี้ไปพร้อมกับคณะรัฐมนตรีทั้งยวง

วุฒิสภาจะกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่มารับหน้าที่ประคับประคองสถานการณ์หาทางออกภายใต้ช่องทางที่เหลืออยู่ตามระบบ แต่หากการถอดถอนนิคมยังคาราคาซังเช่นนี้ต่อไป ย่อมทำให้วุฒิสภาไม่อาจเข้ามาแก้ไขวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น และทำให้หนทางก้าวพ้นวิกฤตในช่องทาง “ปกติ” ตีบตันลงไปทุกที

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน