
ถอดถอน "นิคม" สะดุดซ้ำเติมสุญญากาศ
กำหนดการเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ที่กำหนดไว้เดิมวันที่ 18 เม.ย.นี้ เพื่อพิจารณาถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
กำหนดการเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ที่กำหนดไว้เดิมวันที่ 18 เม.ย.นี้ เพื่อพิจารณาถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดจากปมปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา สว. ทำท่าจะสะดุดจนไม่สามารถเปิดประชุมได้ และส่งผลสะเทือนต่อไปถึงวิกฤตการเมืองที่ทางออกเริ่มตีบตันมากขึ้นทุกที
ล่าสุด ปัญหาเกิดขึ้นหลังจากกฤษฎีกามีความเห็นเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเสนอเรื่องให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสมัยวิสามัญตามมาตรา 128 วรรค 3 โดยนายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่อาจกระทำได้
ทั้งนี้ สาเหตุเพราะการจะเปิดสมัยวิสามัญครั้งนี้ เนื่องจากเหตุเพราะการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 “ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่เป็นกรณีดังต่อไปนี้ (3) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง”
ดังนั้น การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญจึงจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 วรรค 2 ที่ระบุว่า “ในกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งรายงานให้นอกสมัยประชุม ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ประธานรัฐสภาลงนามสนองพระบรมราชโองการ”
ปัญหาจึงอยู่ตรงที่การเรียกประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาถอดถอน ต้องให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ
แต่หลังจากยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนที่จะให้ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภาขึ้นมาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาแทน
ทว่า เมื่อ “นิคม” ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาแทน แต่ในส่วนตำแหน่งรองประธานรัฐสภาของ “นิคม” นั้น ยังมีความเห็นแตกเป็นสองฝั่ง ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันว่า สุรชัยจะสามารถทำหน้าที่แทนได้หรือไม่
เมื่อด้านหนึ่งมองว่า ผู้ที่จะมาทำหน้าที่แทน “ประธานรัฐสภา” ได้มีเพียงแค่ “รองประธานรัฐสภา” คือ “นิคม” เท่านั้น และวันนี้เขายังไม่ได้พ้นจากตำแหน่งแค่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น “สุรชัย” ที่เป็นรองประธานวุฒิสภา และทำหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาย่อมไม่อาจทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาได้ แต่อีกฝั่งยังเห็นว่าเมื่อรองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาก็ย่อมสามารถทำหน้าที่แทนในฐานะรองประธานรัฐสภาได้ เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ประเด็นนี้ทางสุรชัยร่วมกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จะได้พิจารณาเพื่อหาข้อสรุปว่าจะมีท่าทีต่อประเด็นนี้อย่างไร ไม่ว่าจะยืนยันความถูกต้องให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญตามเดิมในวันที่ 18 เม.ย. หรือกลับมายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด
ทั้งนี้ มีการประเมินกันว่าหากเลื่อนเปิดประชุมสมัยวิสามัญออกไปอาจมีผลต่อการลงมติถอดถอน “นิคม” เพราะหากเดินหน้าประชุมตามกำหนดเดิมคือ วันที่ 18 เม.ย. นั่นย่อมทำให้ สว.เลือกตั้งชุดเก่าที่พ้นวาระไปแล้วแต่ยังปฏิบัติหน้าที่ในช่วงรอ สว.เลือกตั้งชุดใหม่ได้รับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นผู้ที่ลงมติถอดถอน
เมื่อล่าสุด กกต.มีมติประกาศรับรองการเลือกตั้ง สว.ทั้งหมด 58 จังหวัด ที่ไม่มีปัญหาเรื่องร้องเรียน ส่วนอีก 19 จังหวัด ยังไม่สามารถรับรองการเลือกตั้งได้ นั่นทำให้ยังไม่ครบจำนวน สว. 95% ที่จะเปิดประชุมวุฒิสภาชุดใหม่ได้ ซึ่งต้องรอการรับรองจาก กกต.อย่างน้อยอีก 12 คนจากที่ยังไม่ได้รับรอง 19 คน
แต่ในความเป็นจริงเมื่อพิจารณารายละเอียดแนวโน้มของ สว.เลือกตั้งชุดเก่าและชุดใหม่ที่จะลงมติถอดถอน “นิคม” สัดส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะลงคะแนนถอดถอนและไม่ถอดถอนทั้งชุดเก่าและชุดใหม่ดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะ สว.เลือกตั้งชุดเก่า 76 คนเดิมลาออกไปแล้ว 7 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 คน เหลือ 68 คนที่ปฏิบัติหน้าที่ประเมินว่าจะลงมติถอดถอน 9 คน ส่วน สว.ชุดใหม่ 77 คน คาดว่าจะมีประมาณ 10 คนที่จะลงมติถอดถอน ดังนั้น ไม่ว่าชุดเก่าหรือชุดใหม่จึงแทบไม่มีผลต่อการลงมติถอดถอนที่จะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 หรือประมาณ 90 เสียง
แต่แน่นอนผลกระทบที่จะตามมาหากเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติถอดถอน “นิคม”ไม่ได้ นั่นหมายความว่า “นิคม” แม้จะยังไม่พ้นสภาพความเป็นประธานวุฒิสภา แต่ยังต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่สามารถเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติได้
ดังนั้น ในวันที่การเมืองในระบบกำลังจะเข้าสู่สภาวะ ”สุญญากาศ” ตามที่หลายฝ่ายประเมินว่าคดีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อาจจะทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลุดจากเก้าอี้ไปพร้อมกับคณะรัฐมนตรีทั้งยวง
วุฒิสภาจะกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่มารับหน้าที่ประคับประคองสถานการณ์หาทางออกภายใต้ช่องทางที่เหลืออยู่ตามระบบ แต่หากการถอดถอนนิคมยังคาราคาซังเช่นนี้ต่อไป ย่อมทำให้วุฒิสภาไม่อาจเข้ามาแก้ไขวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น และทำให้หนทางก้าวพ้นวิกฤตในช่องทาง “ปกติ” ตีบตันลงไปทุกที







