posttoday
อาเซียนอ่วมทุนไหลออกแรงฉุดส่งออกโลกพึ่งไม่ได้

อาเซียนอ่วมทุนไหลออกแรงฉุดส่งออกโลกพึ่งไม่ได้

08 เมษายน 2557

จากรายงานอัพเดทคาดการณ์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

จากรายงานอัพเดทคาดการณ์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ฉบับล่าสุดที่ออกมาวานนี้ คงทำให้หลายฝ่ายยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจของเอเชียในปีนี้และปีหน้าไม่น้อย โดยเฉพาะการที่เอเชียน่าจะสามารถคงระดับการเติบโตสูงกว่า 7% ต่อไป

ปัจจัยบวกที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียยังคงพุ่งทะยานติดลมบนได้อย่างร้อนแรงต่อไปก็คือ แรงดันจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้การส่งออกของหลายประเทศดีขึ้น จนมาช่วยบรรเทาภาวะปัญหาทุนไหลออกที่ส่อเค้าว่าจะรุนแรงขึ้นในอนาคตได้ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มจะทยอยลดวงเงินที่ใช้ในมาตรการเข้าซื้อคืนสินทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาล (คิวอี) ต่อเดือนลงเรื่อยๆ

โดยล่าสุดเฟดได้ตัดลดวงเงินในมาตรการคิวอีลงมาเหลือที่ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนแล้ว

ขณะเดียวกันเฟดก็เริ่มออกมาส่งสัญญาณแล้วว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 2015 หรือ 6 เดือนหลังจากหมดการใช้คิวอี

ถึงกระนั้นตาม หากลองมานั่งพินิจพิเคราะห์กันตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอย่างจริงจังดูแล้ว จะพบว่าสิ่งที่ธนาคารโลกกล่าวไว้ในรายงาน โดยเฉพาะการยกให้ปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเข้ามาเป็นตัวผลักดันภาคการส่งออกและช่วยกระตุ้นการเติบโตของเอเชียดูท่าจะไม่สามารถพึ่งพาได้เสียแล้ว

เนื่องจากหากว่ากันตามตรง บรรดายักษ์ใหญ่เศรษฐกิจโลกที่เป็นคู่ค้าหลักสำคัญของหลายชาติในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะการฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งจริงตามที่หลายฝ่ายกำลังคาดหวังเอาไว้

เริ่มจากสหรัฐ แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ จะออกมาดูดี ทั้งการว่างงานที่ลดลงมาที่ 6.7% จากเดิมที่มากกว่า 8–9% เมื่อ 6 ปีก่อน ภาคการผลิตที่แข็งแกร่งสุดในรอบหลายปี ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้วเศรษฐกิจเมืองลุงแซมยังคงกลวงโบ๋อยู่

การฟื้นตัวดังกล่าวเป็นผลมากจากอานิสงส์ของเม็ดเงินจากโครงการคิวอีที่อัดฉีดมาตลอด 2 ปี ขณะที่อัตราการการจ้างงานที่สูงขึ้น ก็ไม่ได้มาจากคนมีงานทำเยอะขึ้น แต่เป็นเพราะคนออกจากระบบหางานทำไปแล้ว ขณะที่บางส่วนที่มีงานทำเป็นเพียงงานพาร์ตไทม์ หรือตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวเท่านั้น

ส่วนในฟากของยุโรปและญี่ปุ่นแทบไม่ต้องหวัง เพราะดูเหมือนว่าทั้งสองจะยังไม่สามารถสลัดอาการพิษไข้จากวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ ทั้งๆ ที่ระดมใช้มาตรการอัดฉีดทางเศรษฐกิจมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว

เนื่องจากปัจจุบันทั้งยุโรปและญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่โตต่ำกว่าที่คาดการณ์เล่นงานอย่างหนัก จนเสี่ยงจะถลำเข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด” เข้าไปทุกทีแล้ว

โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อในกลุ่ม 18 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรเดือน มี.ค.นั้นขยายตัวต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2009 ที่ 0.5% ทำให้ประเทศที่มีหนี้สูงประสบความยากลำบากในการชำระหนี้คืนมากขึ้น เพราะมูลค่าหนี้จะไม่ลดลง สวนทางกับอัตราดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้น

ขณะที่ญี่ปุ่นแม้ว่าเงินเฟ้อในเดือน ก.พ. จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.3% ซึ่งเริ่มขยับใกล้กับเป้าเงินเฟ้อที่ 2% แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากแรงดันการบริโภค หากแต่เป็นการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งยืนยันได้จากดัชนีการบริโภคภาคครัวเรือนที่ลดต่ำลง 2.5% ตรงข้ามกับราคาพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 8.5% ค่าก๊าซโซลีนที่พุ่งขึ้น 6.5%

นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อญี่ปุ่นหันมาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 5% ไปอยู่ที่ 8% เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ก็คาดว่าจะยิ่งทำให้การบริโภคของชาวญี่ปุ่นลดน้อยถอยลงไปอีก ซ้ำยังอาจกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งให้เศรษฐกิจแดนปลาดิบถอยหลังถึงขึ้นเข้าสู่ภาวะถดถอยเลยทีเดียว

ทั้งหมดทั้งมวลที่เอ่ยมาจึงเป็นเครื่องยืนยันว่ากำลังซื้อและการบริโภคของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมาตลอดหลายสิบปี ยังคงไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องอย่างเต็มกำลัง เพราะการฟื้นตัวยังไม่ได้กระจายไปถึงมือของประชาชนซึ่งเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนการบริโภคอย่างแท้จริง

ดังนั้น ความหวังของเอเชียรวมถึงกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยเฉพาะไทยแลนด์ที่จะหวังพึ่งพาการส่งออกเป็นตัวพยุงภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จากปัญหาการเมืองและเงินทุนไหลออก ก็ดูจะดับวูบลงไป

มิต้องกล่าวถึงปัจจัยเสริมอย่างการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียน ความผันผวนทางการเมืองของหลายชาติ และปัจจัยจากวิกฤตการเมืองในยูเครนที่จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองโลกอีก ก็ชัดเจนแล้วว่าจังหวะก้าวเดินของ “เอเชีย” โดยเฉพาะกลุ่ม “อาเซียน” ที่หลายประเทศเคยได้อานิสงส์จากเงินทุนร้อนราคาถูกที่เกิดจากการโหมอัดฉีดของเฟดมาตลอด 4-5 ปีก่อนหน้านี้ อาจต้องเสี่ยงกับการเผชิญกับปัญหาทุนไหลออกหนักขึ้นตามลำพัง โดยไร้ซึ่งปัจจัยจากภาคการส่งออกมาช่วยค้ำยันเอาไว้

นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อแบงก์ชาติสหรัฐเริ่มจะหันมามองการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากที่คงเรตต่ำที่ 00.25% มาตั้งแต่ช่วงปี 2008–2009 ก็คาดว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงของปัญหาทุนไหลออกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน

เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงหลังปี 2015 จะยิ่งดึงดูดให้นักลงทุนขนเงินทุนกลับไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น และนั่นย่อมสร้างปัญหาในการบริหารจัดการหนี้ของประเทศต่างๆ มากขึ้น เพราะจะเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศที่มีหนี้สูงในการชำระหนี้คืน เนื่องจากต้นทุนในการชำระคืนมีมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้อาจทำให้หลายประเทศในอาเซียนต้องจำใจต้องงัดเครื่องมือทางการเงินอย่างอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินทุนต่างชาติเอาไว้ แต่ในทางกลับกันการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เหมือนดาบสองคมเช่นกัน เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นย่อมทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดภายในสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วยิ่งทรุดลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจหลายสำนักจะยังคงเชื่อว่าปัญหาทุนไหลออกยังไม่น่าจะทำให้เกิดวิกฤตค่าเงินในอาเซียนขึ้นเหมือนในปี 1997 เนื่องจากหลายชาติได้นำบทเรียนดังกล่าวมาปรับใช้และพัฒนาพื้นฐานสถาบันการเงินให้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าปัญหาทุนไหลออกหนนี้คงจะสร้างความปั่นป่วนให้กับอาเซียนไม่น้อยเลยทีเดียว

จึงนับเป็นช่วงเวลาที่เหล่าประเทศในอาเซียนจะต้องจับตาดูอย่างกระชั้นชิด

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน