
หลังสงกรานต์แตกหักแต่ไม่จบ
วิกฤตการเมืองเริ่มตั้งเค้าเตรียมนับถอยหลังสู่ความรุนแรง ด้วยปัจจัยเงื่อนไขต่างๆ กำลังสุกงอมได้ที่
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
วิกฤตการเมืองเริ่มตั้งเค้าเตรียมนับถอยหลังสู่ความรุนแรง ด้วยปัจจัยเงื่อนไขต่างๆ กำลังสุกงอมได้ที่ ควบคู่ไปกับสัญญาณจากแต่ละฝ่ายเปิดหน้าออกมาระดมมวลชนเตรียมรอจังหวะเวลาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ซึ่งประเมินตรงกันว่าทุกอย่างน่าจะปะทุกันในช่วงหลังสงกรานต์นี้
เงื่อนไขสำคัญเวลานี้หนีไม่พ้นสถานภาพของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อยู่ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะพ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 หรือไม่ จากกรณีการโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตามที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา รวบรวมรายชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด
หลายฝ่ายประเมินแนวโน้มว่าคดีนี้มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พ้นเก้าอี้ได้มากที่สุดคดีหนึ่ง เมื่อเวลานี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคดีนี้ไว้พิจารณา คาดว่าคงจะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน เพราะเบื้องต้นศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ว่าการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจที่มิชอบ
ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดว่า คำสั่งโยกย้ายถวิลครั้งนั้น ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 (2) ที่ห้าม สส. และ สว. ใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ของผู้อื่นหรือของพรรคการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องการบรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่งหรือไม่
ประเด็นนี้ถูกเชื่อมโยงไปถึงข้อเคลือบแคลงว่าการเด้งถวิลนั้นเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ญาตินายกฯ ยิ่งลักษณ์ มาเป็น ผบ.ตร. จึงต้องขยับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ขณะนั้นไปนั่งเก้าอี้ เลขาฯ สมช.
คดีนี้จึงถือเป็น “ตัวแปร” สำคัญต่อทิศทางการเมืองที่เริ่มร้อนแรง โดยเฉพาะในกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกฯ พ้นสภาพ ย่อมต้องทำให้ ครม.ที่รักษาการอยู่เวลานี้พ้นสภาพตามไปด้วย และนำไปสู่สภาวะสุญญากาศ เปิดช่องให้หยิบยกรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 มาใช้ได้ง่ายขึ้น
อีกคดีสำคัญ คือ คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และล่าสุด เตรียมเรียกอดีต 3 รมต.เข้าให้ปากคำในสัปดาห์นี้ นั่นทำให้คาดการณ์กันว่าห้วงเวลาที่ ป.ป.ช.จะลงมติว่าจะชี้มูล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ หรือไม่ น่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ถือเป็นอีกคดีหนึ่งที่มีผลต่อทิศทางการเมือง เพราะหากนายกฯยิ่งลักษณ์ ถูกชี้มูลย่อมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และเปิดทางให้รองนายกฯ อันดับหนึ่ง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ควบคู่กับที่ ป.ป.ช.จะส่งลูกต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อให้พิจารณาว่าจะลงมติถอดถอนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต่อไป
ด้วยเงื่อนเวลาจากคดีร้อนที่งวดเข้ามาเรื่อยๆ กลายเป็นตัวเร่งให้มวลชนทั้งฝั่ง กปปส. และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องพร้อมใจกันออกมาส่งเสียงฮึ่มฮั่มเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ โดยยึดเอาวันชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญเป็นวันเคลื่อนไหวใหญ่
เริ่มจาก นปช.ที่ซ้อมใหญ่ระดมมวลชนแดงออกมาชุมนุมเนืองแน่น ณ ถนนอุทยาน (อักษะ) โดย จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ประกาศชัดเจน การชุมนุมรอบนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมรบกับอำมาตยาธิปไตย และในวันที่ 18 เม.ย.นี้ จะออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ พร้อมประกาศปลุกใจเสื้อแดง“ไม่ชนะไม่เลิกรา”
คู่ขนานไปกับกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ภายใต้การดูแลของ แรมโบ้อีสาน สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ประธาน อปพช. ที่ประกาศรับสมัครการ์ดอาสา นักรบประชาธิปไตย นับแสนคนทั่วประเทศ เพื่อมาเป็นกองกำลัง พิทักษ์ประชาธิปไตย
โครงการพัฒนาประชาธิปไตยสำหรับประชาชน โรงเรียนอาสาสมัครพิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตยแห่งชาติ รุ่นที่ 1 ได้ดำเนินการจัดอบรมเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยและกำลังวางแผนที่จะเปิดรุ่นที่ 2 ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 19 เม.ย. อีกประมาณ 1.5 หมื่นคน จาก 77 จังหวัด
ในห้วงจังหวะเวลาที่อุณหภูมิการเมืองกำลังไต่ระดับความร้อนแรง การขยับของเสื้อแดงรอบนี้จึงเป็นที่จับตาว่าจะยิ่งเติมเชื้อความรุนแรง และอาจบานปลายไปสู่ความสูญเสีย
ไม่ต่างจากความเคลื่อนไหวฝั่ง กปปส.ที่ใช้สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจัดประชุมใหญ่ ในหัวข้อ “การต่อสู้เอาชนะระบอบทักษิณ โดยมวลมหาประชาชน” พร้อมตกผลึกได้ข้อสรุปว่าการต่อสู้ได้ถึง “ยกสุดท้าย” พร้อมให้เครือข่ายไปรวบรวมกำลังพล เตรียมความพร้อมในพื้นที่ การเดินทาง รอสัญญาณนกหวีดสู่ “วันเผด็จศึก” ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ไม่ว่าจะเป็นคดี ป.ป.ช.ที่กำลังจะพิจารณาว่าจะชี้มูลนายกฯ ยิ่งลักษณ์หรือไม่ และวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนายกฯ พ้นจากตำแหน่งหรือไม่
“การต่อสู้ครั้งนี้จะหนักที่สุดเท่าที่เคยผ่านมาเพราะเราสู้มาใกล้จะ 6 เดือนแล้ว จะต้องแพ้ชนะกันให้รู้เรื่อง” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศ พร้อมระบุว่า อาจจะต้องสู้กันยืดเยื้ออย่างน้อย 15 วัน เพราะออกมาครั้งนี้ “ไม่มีเสมอ ไม่มีเจ๊า”
สัญญาณดุเดือดกว่าทุกครั้ง เพราะรอบนี้ เลขาธิการ กปปส.ประกาศ ไปไกลถึงขั้นประกาศตัวเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” พร้อมจะนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) กราบบังคมทูลถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ ด้วยตัวเองในฐานะเป็นร่างทรงของประชาชน ก่อนลุยตั้งสภานิติบัญญัติของประชาชน และรีบปฏิรูปประเทศตามพิมพ์เขียวที่ได้มีการระดมความคิดไว้ก่อนหน้านี้
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตการเมืองที่เป็นอยู่ใกล้จะถึงจุดแตกหักมากขึ้นทุกที หลังสงกรานต์นี้ จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดแต่ใช่ว่าทุกอย่างปิดฉาก เพราะเมื่อดูองคาพยพรอบด้านแล้วยังไม่จบโดยง่าย แม้ กปปส.จะประกาศตั้งรัฏฐาธิปัตย์ได้ เสื้อแดง พรรคเพื่อไทย คงไม่ยอม และคงระดมมวลชนมาต่อสู้ปฏิเสธอำนาจของ กปปส. หรือแม้กองทัพจะเข้าระงับเหตุด้วยการเข้ายึดอำนาจ เสื้อแดง และ กปปส.คงออกมาต่อต้าน
ดังนั้น ตราบใดที่ไม่มีการเจรจา อย่าได้หวังว่าประเทศจะกลับสู่ภาวะปกติสุข







