posttoday
ลดช่องโกงในข้าราชการ

ลดช่องโกงในข้าราชการ

07 เมษายน 2557

แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าระบบข้าราชการนั้นไม่ได้มีแต่คนเลวเสมอไป แต่สุดท้ายในเมื่อคอร์รัปชั่นจะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะเวลาเอกชนมาเจอกับข้าราชการหรือนักการเมือง ดังนั้น ในการปฏิรูปเรื่องคอร์รัปชั่น ช้าเร็วก็ต้องซัดกันไปจนถึงการปฏิรูประบบข้าราชการหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าระบบข้าราชการนั้นไม่ได้มีแต่คนเลวเสมอไป แต่สุดท้ายในเมื่อคอร์รัปชั่นจะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะเวลาเอกชนมาเจอกับข้าราชการหรือนักการเมือง ดังนั้น ในการปฏิรูปเรื่องคอร์รัปชั่น ช้าเร็วก็ต้องซัดกันไปจนถึงการปฏิรูประบบข้าราชการหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะว่าไประบบข้าราชการนั้นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกมานาน เมื่อปล่อยให้โตเรื่อยไปโดยไม่ตัดแต่ง กิ่งก้านที่ระเกะระกะก็ย่อมกลายเป็นภาระมากกว่าเป็นประโยชน์ กล่าวคือ ระบบข้าราชการที่ถูกปล่อยปละละเลยย่อมทำให้เกิดระเบียบขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ ที่หยุมหยิมบ้าง ใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนบ้าง หรือไม่ก็การอนุมัติ พิจารณาต่างๆ ที่ต้องผ่านเจ้าหน้าที่มากมายเกินจำเป็นบ้าง ซึ่งทางหนึ่งก็เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่เรียกค่าน้ำร้อนน้ำชา ทางหนึ่งก็บีบคั้นให้คนอยากเลี้ยงน้ำชาเจ้าหน้าที่เพื่อตัดปัญหาให้มันจบๆ ไป

สิ่งเหล่านี้นับเป็นเรื่องอันตราย เพราะทำให้ตลาดกลายจาก สถานที่ที่แข่งขันกันด้วยราคาและคุณภาพไปเป็นสถานที่ที่ประลองความชำนาญการจ่ายใต้โต๊ะแทน ยิ่งกว่านั้น สำหรับประเทศที่พยายามสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเรายิ่งแล้วใหญ่ เพราะ United Nations Industrial Development Organization (UNIDO) เคยวิจัยร่วมกับ UNODC แล้วว่าผู้ประกอบการรายย่อยนั้นจะลำบากเพราะคอร์รัปชั่นประเภทค่าน้ำร้อนน้ำชาของข้าราชการมากที่สุด เนื่องจาก บุคคลเหล่านี้มีใบอนุญาตและการอนุมัติต่างๆ ที่ต้องรอเอาจาก เจ้าหน้าที่ปีหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ การปล่อยปัญหาเรื่องนี้ให้เนิ่นช้าไปจึงเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศตรงรากเลยทีเดียว

นอกจากนั้น โดยสภาพของผู้ประกอบการรายย่อยเองก็มีปัจจัยเอื้อต่อคอร์รัปชั่นมากมาย ประการแรก คือ บริษัทเล็กๆ อย่าง ผู้ประกอบการรายย่อยมักจะมีโครงสร้างองค์กรแบบลูกทุ่ง ไม่ซับซ้อน จึงย่อมไม่มีกลไกการตรวจสอบเอาเรื่องกับการให้สินบน ประการที่สอง บริษัทเหล่านี้มักมองธุรกิจในระยะสั้น ดังนั้น จึงไม่กลัวเสียชื่อเสียง และยิ่งไม่กลัวต่อผลร้ายของคอร์รัปชั่นในระยะยาวต่อเศรษฐกิจของประเทศ ประการที่สาม บริษัทเหล่านี้มีอำนาจอิทธิพลน้อย เวลาถูกเจ้าหน้าที่เรียกสินบนจึงไม่มีกำลังจะไปต่อต้าน และประการสุดท้าย บริษัทเหล่านี้มักไม่มีเวลาและทรัพยากรเพียงพอที่จะไปศึกษากฎระเบียบข้อบังคับอะไรให้แตกฉาน ไม่ช้าไม่นานก็ เลยมักมีเรื่องที่ทำผิดหรือทำไม่ทัน ซึ่งก็บังคับให้ต้องไปติดสินบน เจ้าหน้าที่เพื่อให้ช่วยปกปิดความผิดหรือลัดคิวให้อยู่ตลอด

อย่างไรก็ตาม OECD ได้เคยรวบรวมแนวทางสำหรับปรับปรุงงานราชการเพื่อลดภาระต่อผู้ประกอบการไว้เหมือนกัน เช่น

หนึ่ง การสังคายนาระบบ (Process Reengineering) กล่าวคือ การให้รัฐรื้อเอาข้อบังคับทั้งหลายที่สุมๆ ไปให้ผู้ประกอบการมา ทบทวนดูว่าจะลดจำนวนให้มันน้อยลง หรือให้มันปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้นอย่างไรบ้าง ตัวอย่างที่อาจทำได้ก็เช่น การยกเว้นกฎระเบียบบางอย่างให้กับผู้ประกอบการรายย่อย หรือการลดความถี่หรือขอบเขตการควบคุมตรวจสอบหรือการขอข้อมูลบางอย่างไม่ให้มันจุกจิกเกินไปนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการที่มีความเสี่ยงน้อยๆ เพื่อจะได้เอาทรัพยากรในการบังคับใช้กฎหมายไปทุ่มเทให้กับเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่าหรือมีความเสี่ยงมากกว่า อย่างที่เขาเรียกว่า การจัดการตามความเสี่ยง (Risk Based Approach)

ในส่วนของพวกใบอนุญาตต่างๆ ก็หลักเดียวกัน คือ ลดจำนวนให้ได้มากที่สุด เรื่องบางเรื่องที่เคยต้องทำหนังสือเข้ามาให้อนุมัติ ก็อาจเปลี่ยนเป็นแค่ให้ทำหนังสือเข้ามาแจ้ง รวมทั้งพยายามใส่ข้อบัญญัติที่เรียกว่า “เงียบคือผ่าน (Silent is Consent)” ไว้ในกฎระเบียบต่างๆ ให้มาก กล่าวคือ ข้อบัญญัติที่บอกกำหนดเวลาว่าเมื่อรับเรื่องไปแล้ว รัฐต้องตอบกลับมาภายในเวลาเท่าใด ถ้าไม่ตอบก็ถือว่าได้รับอนุมัติไปเลย

นอกจากนี้ กฎระเบียบของเรื่องเดียวกันก็ควรถูกรวมให้ลงอยู่ในที่เดียวและเรียบเรียงให้เป็นเนื้อเดียวกันด้วย เพื่อที่คนตั้งใจจะทำตามกฎหมาย จะได้ศึกษาและปฏิบัติตามได้ง่าย ไม่ใช่ปล่อยให้สับสนปนเปและกระจัดกระจายอยู่อย่างทุกวันนี้ ซึ่งขนาดคนตั้งใจจะทำถูกกฎหมายทุกอย่างก็ยังเฉียดคุกหรือถูกปรับกันมาเยอะแล้ว เพราะกฎหมายชวนให้เข้าใจผิด

สอง การใช้วันเริ่มบังคับใช้กฎหมายเดียวกัน (Common Commencement Dates) ผู้ประกอบการมักประสบกับปัญหาตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบต่างๆ และข้อบังคับใหม่ๆ ไม่ทัน และทำให้ต้องไปพยายามแก้ไขความผิดพลาดด้วยการจ่ายสินบน เจ้าหน้าที่ ดังนั้น เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ประกอบการ จึงควรมีการกำหนดให้แน่นอนลงไปว่ากฎหมายใหม่ที่จะบังคับใช้กับภาคธุรกิจนั้นจะให้เริ่มใช้วันไหนแล้วก็ยึดอยู่วันเดียวสำหรับทุกกฎหมาย เช่น ของอังกฤษนั้นจะบอกเลยว่า ในแต่ละปีกฎหมายใหม่จะเริ่มบังคับใช้ได้แค่สองวัน คือ 6 เม.ย. หรือ 1 ต.ค. ซึ่งการล็อกวันที่อย่างนี้จะทำให้ผู้ประกอบการรู้เนื้อรู้ตัวและวางแผนธุรกิจง่ายขึ้นอีกมาก

สาม การปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและการสร้างมาตรฐานเดียวกัน (Data Sharing and Standardisation) ผู้ประกอบการมักถูกเรียกให้ยื่นข้อมูลเรื่องเดียวกันซ้ำซากหลายครั้ง แถมแต่ละครั้งก็ต้องใช้แบบฟอร์มและใช้วิธียื่นต่างๆ ช่องทางกันไป ซึ่งเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรมาก รัฐจึงต้องพยายามหาวิธีที่จะเรียกเก็บข้อมูลจากเอกชนเพียงครั้งเดียว และหลังจากนั้นหน่วยงานไหนจำเป็นต้องใช้ข้อมูล ก็ให้รัฐไปส่งกันเองเป็นการภายใน วิธีการก็ทำได้หลายวิธี เช่น การให้ผู้ประกอบการใช้สมาร์ทการ์ดเป็นตัวเก็บข้อมูลสำหรับยื่นทุกเรื่อง การให้หน่วยงานรัฐที่มีกลุ่มผู้ใช้บริการเดียวกันออกแบบฟอร์มกลางสำหรับใช้ร่วมกัน การให้มีหน่วยงานกลางหรือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและแยกส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

สี่ การควบคุมก่อนออกกฎใหม่ (Ex ante Controls) กล่าวคือ การประเมินก่อนออกกฎใหม่ทุกครั้งว่ากฎที่จะออกนั้นตรงเป้า ได้ผลคุ้มกับภาระของเอกชน และมีความโปร่งใสง่ายต่อการตรวจสอบเพียงพอหรือไม่ อย่างที่เรียกว่า “การประเมินผลประทบของกฎระเบียบ (Regulatory Impact Assessment)” นอกจากนั้น ก็อาจมีการทำ Standard Cost Model กล่าวคือ การเอากฎระเบียบแต่ละชิ้นมาคิดว่ามันก่อต้นทุนให้กับเอกชนคิดเป็นราคา กี่สตางค์ ซึ่งทำให้รัฐสามารถวัดและกำหนดแนวทางปรับลด “ต้นทุน” นั้นๆ ได้อย่างจับต้องได้ ไม่ได้ใช้แต่จินตนาการ

ดูๆ ไปแล้ว แนวทางการปฏิรูปที่ว่ามานี้ หลายเรื่องคงต้องใช้เงิน ใช้เวลามากในการทำ แต่ถ้าทำจริงและทำให้ได้เรื่องแล้ว อย่างไรก็น่าจะคุ้มค่า เพราะถ้ายกเครื่องกันขนานใหญ่อย่างนี้ ผลที่ได้จะไม่ใช่แค่การแก้เรื่องคอร์รัปชั่นเท่านั้น แต่น่าจะเป็นการเติมศักยภาพการแข่งขันของประเทศเราแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI