posttoday
เลือกตั้งปลอดภัยโจทย์ใหญ่ ปชป.

เลือกตั้งปลอดภัยโจทย์ใหญ่ ปชป.

07 เมษายน 2557

หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ หลายฝ่ายได้ตั้งคำถามกับ พรรคประชาธิปัตย์ ทันทีว่า จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังสงวนท่าที อย่างไรก็ตาม จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค ปชป. ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงจุดยืนบทบาทต่อสถานการณ์ทางการเมืองของพรรค ปชป. ไว้น่าสนใจ ดังนี้

หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ หลายฝ่ายได้ตั้งคำถามกับ พรรคประชาธิปัตย์ ทันทีว่า จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังสงวนท่าที อย่างไรก็ตาม จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค ปชป. ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงจุดยืนบทบาทต่อสถานการณ์ทางการเมืองของพรรค ปชป. ไว้น่าสนใจ ดังนี้

จุติ เปิดเผยว่า พรรคยังบอกไม่ได้ว่าจะส่งคนลงรับสมัครเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เพราะยังไม่รู้ว่าปฏิกิริยาของพรรคเพื่อไทย (พท.) จะจัดการประเทศไทยอย่างไร แต่พรรคคำนึงถึงบรรยากาศของการเลือกตั้งที่ปลอดภัยสำหรับการหาเสียงว่าเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ซึ่งพรรคเตรียมความพร้อมไว้ในทุกๆ ด้าน

“โจทย์ใหญ่ของพรรคคือบรรยากาศของการเลือกที่ตั้งที่ปลอดภัยในการหาเสียง ไม่มีการข่มขู่คุกคามผู้สมัคร หัวคะแนน หรือผู้สนับสนุนพรรค โดยพรรคได้สำรวจว่าที่ผู้สมัครพบ 80% ของเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เป็นที่ที่ผู้สมัครของพรรคไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการหาเสียงเลยยกเว้นภาคใต้ กทม. และภาคกลางบางส่วนเท่านั้น” จุติ ระบุ

เลขาธิการพรรค ปชป. ยังได้แสดงความมั่นใจว่า พรรคมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้เช่นกัน หากเป็นการเลือกตั้งที่เสรี และมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีพรรคการเมืองใด ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด เพราะปัญหาภาพลักษณ์ในปัญหาคอร์รัปชั่นของรัฐบาล การลุแก่อำนาจ ภาพลักษณ์ของระบอบทักษิณที่กัดกร่อนประเทศไทยคนเห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

เงื่อนไข กปปส. มีความสำคัญในการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะลงเลือกตั้งหรือไม่

ผมเห็นว่า พรรค พท.และสังคมทั่วไปก็วิเคราะห์ผิด ไปอ่านว่าพรรค ปชป. และ กปปส. เป็นคนสองร่างอยู่ในคนเดียวกันแต่ความจริงไม่ใช่แน่นอน อาจจะอยู่ในรถไฟขบวนเดียวกันแต่การเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางอาจต่างกัน รถไฟขบวนนี้มีคนนั่งมา 500 คน อาจลงระหว่างทาง 300 คน เดินทางไปกับ กปปส. 200 คน ที่ลงระหว่างทาง เพราะพรรค ปชป. เป็นสถาบัน เป็นองค์กรทางการเมืองไม่อาจเดินข้ามแดนไปอีกฝั่งของ กปปส.ได้เพราะมีเรื่องของกฎหมายอยู่ คนในพรรคเขาก็เข้าใจอยู่

“พรรค พท.ประเมินเรื่องนี้ผิดเพราะคิดง่ายๆ ว่าพรรค ปชป.ลงเลือกตั้ง กปปส.จะอ่อนแอลง ซึ่งไม่เป็นความจริง พรรค พท.ไม่ได้มองว่าพรรค ปชป.เป็นคู่แข่ง เพราะเลือกตั้งอย่างไร พรรค พท.ก็ชนะ จึงต้องการเลือกตั้งเพื่อฟอกความชอบธรรม โดยไม่สนใจว่าการเลือกตั้งจะมีปัญหาอะไร”

กกต.เชิญพรรคการเมืองไปหารือในวันที่ 22 เม.ย.จะไปร่วมหารือด้วยหรือไม่

พรรคก็จะไปร่วมหารือและจะชี้ให้ กกต.เห็นปัญหาของบรรยากาศในการเลือกตั้ง ก็จะถามเลยว่าจะหยุด M79 ได้หรือไม่ หยุดบรรยากาศการข่มขู่ได้หรือไม่ ผู้สมัครในต่างจังหวัดก็กลัวในเรื่องเหล่านี้ แม้แต่วันเกิดพรรคในวันที่ 6 เม.ย. พรรคต้องการให้ประธานสาขาพรรคมาร่วมงานกันเยอะๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนเหล่านั้นตอบว่าไม่มาเพราะกลัว M79 กลัวตายหมู่ คนต่างจังหวัดมองต่างจากคนในกรุงเทพฯ ไปแล้ว

ขณะเดียวกันพรรคไปพิจารณา กกต.จังหวัดที่ดูแลการจัดการเลือกตั้งส่วนใหญ่มาจากระบบเก่า เป็นข้าราชการเกษียณ มีการข่มขู่ คุกคามอยู่ตลอดเวลา ถามว่ามีใครที่จะกล้าลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐและอำนาจเถื่อนเหล่านี้ได้ ใครจะคุ้มครอง กกต.จังหวัดได้ พรรคก็จะพูดเรื่องนี้กับ กกต. เพราะโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการเลือกตั้งคือบรรยากาศการเลือกตั้ง

ต้องให้คนในสกุลชินวัตร เว้นวรรค ก่อนหรือไม่ พรรค ปชป.จึงจะลงเลือกตั้ง

พรรคจะลงเลือกตั้งหรือไม่ขอบอกว่าไม่เกี่ยวกับคนในตระกูลชินวัตรเลย พรรคสู้กันมาตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปี 2557 เป็นเวลา 13 ปีแล้ว เป็นพรรคเดียวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ แทรกแซงไม่ได้ ซื้อไม่ได้ และวิกฤตการเมืองครั้งนี้ คนไทยตื่นขึ้นมาแล้วครั้งนี้คงไม่ยอมอะไรง่ายๆ

นโยบายของพรรคที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเน้นนโยบายเรื่องการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง มุ่งแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาคอร์รัปชั่น ขุดรากถอนโคนทุนสามานย์ เตรียมปรับการสื่อสาร เตรียมมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยที่มีคนจัดการ มีคนติดป้าย ทำนโยบาย หาทุนให้ ผู้สมัคร สส.เดินพบประชาชนอย่างเดียว แต่ของพรรค ปชป.ผู้สมัครทำเองทุกอย่าง

นอกจากนี้ พรรคก็ยังนำเสนอ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ 100% แต่ในสถานการณ์แบบนี้ พรรคก็มั่นใจว่า อภิสิทธิ์ เป็นผู้นำที่มีความเข้าใจบริบทการเมืองทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับทุนนั้น หากเปรียบเทียบกับพรรค พท.แล้ว พรรค ปชป.เป็นรองเป็น 1 หมื่นเท่า แต่พรรคไม่ได้คิดว่าเงินเป็นปัจจัยในการตัดสินชนะในการเลือกตั้ง แต่เงินมีความสำคัญที่จะทำให้สาขาพรรค ผู้สมัครของพรรคเดินเข้าหาประชาชนได้ทุกเวลา โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งที่ผู้สนับสนุนของพรรคส่วนใหญ่เข้าใจว่าเงินมีความสำคัญ ตอนเลือกตั้งถ้าไม่ถึงวันเลือกตั้งก็ไม่ค่อยมีใครมาบริจาค พรรคต้องปรับเรื่องนี้ โดยจะให้สมาชิกจ่ายเงินสนับสนุนพรรค โดยขณะนี้มีสมาชิก 2.5 ล้านคน หากสมาชิกจ่ายคนละ 100 บาทประมาณ 7 แสนคน พรรคจะได้เงินปีละ 70 ล้านบาท ก็จะสามารถ ทำงานเป็นที่พึ่งประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ เนื่องจากมีสาขาพรรคถึง 174 สาขา

“ผมบอกได้เลยว่า นักธุรกิจและคนในสังคมที่พร้อมช่วยพรรคนั้นมีมาก แต่ก็เจอทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจอสรรพากร ไปกันไม่เป็นเลย นักธุรกิจต้องการช่วย ไม่ได้รังเกียจพรรค แต่คู่ต่อสู้ของเราโหดเหี้ยมในการจัดการกับเสี้ยนหนามที่มีความคิดเห็นต่าง การเติมคน เติมทุน เติมมืออาชีพเข้าพรรคจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เจอแค่นี้ก็อ้วกแล้ว” จุติ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI