
นปช.ท้าดวล กปปส.นัดชุมนุมใหญ่วันเดียวกัน
การเมืองใกล้สู่สถานการณ์แตกหัก จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศนัดมวลชนชุมนุมใหญ่วันเดียวกับที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศนัดมวลชนให้ออกมาสู้ในยกสุดท้าย ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การเมืองใกล้สู่สถานการณ์แตกหัก จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศนัดมวลชนชุมนุมใหญ่วันเดียวกับที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศนัดมวลชนให้ออกมาสู้ในยกสุดท้าย ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ จตุพรได้กล่าวปราศรัยบนเวทีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ถนนอุทยานเป็นวันที่ 2 ว่า กลเกมของอำมาตย์ หลังจากที่เล่นงานนายกรัฐมนตรีแล้วจะสถาปนาอุปโลกน์หนีนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 มาสู่มาตรา 3 แต่ก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่สุเทพจะสถาปนาตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้
“คนเสื้อแดงขอนัดรวมพลใหญ่วันเดียวกับสุเทพ เพราะ กปปส.ต้องการท้าดวลกับคนเสื้อแดง มีมาเท่าไหร่ขนมาให้หมด เรามีเท่าไหร่จะขนมาเช่นกัน แต่เราไม่ต้องการปะทะ แต่เกมนี้เป็นเกมวัดใจคนดีที่ต้องการสันติวิธี ออกมาพร้อมกันเลย ระหว่าง กปปส.และ นปช. จะนัดระดมพลพร้อมกันเลย ใครที่ไม่เห็นด้วย ใครที่เกลียดสุเทพ ขอให้ออกมาวันที่คนเสื้อแดงนัดหมาย เราจะเลือกเดินคนละเส้นถนน หากสุเทพออกมาที่ถนนไหน เราก็จะไปอีกฝั่งตรงข้าม ให้โลกเห็นว่าใครมีคนมากกว่ากัน ใครแพ้ยกแผ่นดินให้กันไปเลย ใครชนะเอาแผ่นดินไป เดิมพันกันแบบนี้กับพวกอำมาตย์” จตุพร ระบุ
ขณะที่พรรคเพื่อไทย ก็แถลงโจมตีสุเทพที่ประกาศจะเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ เสนอทูลเกล้าฯ ถวายแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยิ่งลักษณ์พ้นตำแหน่ง
“เป็นการละเมิดกฎหมายและก้าวล่วงพระราชอำนาจ และยังทราบมาว่าสุเทพมีการประชุมวางแผนกับบุคคลสำคัญที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท วางแผนกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีคนกลางไว้ 3 คน คือ “นาย พ.” “นาย อ.” และ “พล.อ. ป.” ดังนั้น ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมหลักฐานยื่นร้องต่อกองปราบปรามในสัปดาห์หน้า และจะร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำของสุเทพ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย” พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของสุเทพ เพราะเป็นดาบสองคม อาจจะบรรลุวัตถุประสงค์ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่อาจจะเป็นการทำให้ระบอบหรือสิ่งที่มันควรจะเป็นเสียหายในระยะยาว
“ถ้าหากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งประกาศตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้ เดี๋ยวอีกฝั่งก็ประกาศบ้าง สุดท้ายจะเกิดภาวะงูกินหาง หรือกงเกวียนกำเกวียนไม่จบสิ้น” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุ
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ระบุว่า การเป็นรัฏฐาธิปัตย์ หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องว่ากันต่อไป เพราะสุดท้ายเมื่ออำนาจตกอยู่กับประชาชนก็ต้องบริหารจัดการอำนาจนั้น และจัดให้มีรัฐบาลคนกลางหรือรัฐบาลที่ยอมรับของประชาชน จัดให้มีสภาของประชาชน เป็นสภานิติบัญญัติเพื่อผลักดันการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ
“จะให้ใครเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรา 3 และมาตรา 7 ก็ขึ้นอยู่กับการตีความ” เอกนัฏ ระบุ
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง กปปส.ต้องการให้วุฒิสภาดำเนินการไปตามมาตรา 3 และมาตรา 7 แต่ทำไมเลขาฯ กปปส.จะเป็นผู้ดำเนินการแทน เอกนัฏ อธิบายว่า เมื่ออำนาจตกมาอยู่ที่มือประชาชนแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำอย่างไร ก็อำนาจของประชาชนนี้ ซึ่งวันนั้นวุฒิสภาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่แทน เพราะมาตรา 7 ระบุใช้เจนว่าให้เป็นไปตามประเพณี ซึ่งประเพณีนั้นก็ไม่ได้ชี้ชัดว่าจะต้องเป็นอย่างไร เพราะขึ้นอยู่กับการตีความ ซึ่งจะตีความว่าร่างทรงของมวลมหาประชาชนเป็นผู้สนองพระบรมราชโอการหรือจะเป็นวุฒิสภาก็ต้องว่ากันต่อไป







