
ฉากใหม่...อนาล็อก
“แค่มีอยู่นี่ก็เยอะเกินแล้ว แล้วทีวีใหม่มันได้ประโยชน์อะไร นอกจากเรื่องความคมชัด”
“แค่มีอยู่นี่ก็เยอะเกินแล้ว แล้วทีวีใหม่มันได้ประโยชน์อะไร นอกจากเรื่องความคมชัด”
ใครหลายคนบ่นขึ้นขณะที่ผู้คนกำลังตื่นเต้นระคนกับความงงงวยที่กำลังมีช่องทีวีเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่การออกอากาศระบบดิจิทัลครั้งแรกในรอบ 60 ปี
มันคงจริงอย่างที่ว่า แค่ทุกวันนี้ฟรีทีวี 6 ช่อง เคเบิล จานแดง จานดำ จานส้ม จานฟ้า รวมทีวีไทย เทศ ซีรีส์เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย รัสเซีย ลาวแชนแนล ป้าเช็ง ลีน่าจัง นับแล้วที่มีอยู่เกือบครึ่งพันช่องก็ดูไม่หวาดไม่ไหว
เพิ่มมาอีก 24 ช่องบิ๊กๆ เล่นเอาโกลาหลกันทั้งเมือง ยายมีที่หนองมาโว้ ถามว่า แล้วฉันจะดูทีวีได้ไหม เห็นเขาว่าพวกทีวีโบราณจอมันจะดับ ทางการเขาออกข่าวว่า จะแจกคูปองซื้อเสียงให้ไปเลือกผู้แทน เพราะใกล้เลือกตั้งและจะได้ดูทีวีชัดใสกว่าเดิม ของฉันก็ดีอยู่แล้ว เดี๋ยวฉันเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าจอให้มันชัดขึ้น ไม่ต้องยุ่งยากซื้อทีวีเครื่องใหม่ได้ไหม
คนต่างจังหวัดตามข่าวทีวีดิจิทัลยังมึน ส่งข่าวกันต่างๆ นานาว่ารัฐบาลเขาจะทำทีวีใหม่ ต้องเอาเครื่องเก่าไปเปลี่ยนถึงจะดูได้ ขณะที่คนในเมืองหลวง ศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร ก็ยังอลหม่านไม่น้อยว่า ทีวีรูปแบบใหม่ 24 ช่อง ที่เพิ่มขึ้นมานั้นออกอากาศกันเมื่อไร เห็นเลื่อนออกไม่พร้อมกันในบางช่องและบางพื้นที่ แล้วจะดูกันอย่างไร ต้องซื้อทีวีใหม่หรือไม่ แล้วเจ้าตู้ปลาที่มีอยู่แล้ว แค่ถอดปลั๊กออกแล้วเสียบใหม่อย่างนั้นหรือถึงจะดูได้ พวกที่มีฐานะ มีกล่องเคเบิลชนิดต่างๆ จะใช้กล่องไหนดู แล้วมันจะอยู่ช่องที่เท่าไรกันเชียว จะไปถึงหลักพันหรือไม่ @!$#%.
ถึงวันนี้หลายคนก็ยังไม่รู้วิธีปรับโทรทัศน์ตัวเองเข้าสู่ช่องสัญญาณดิจิทัล จากความตื่นเต้นกลายมาเป็นเฉยๆ ซะงั้น
บ้างได้ทดลองดูช่องทีวีดิจิทัลที่เริ่มทดลองออกอากาศ ก็ยังไม่โดนใจ เมื่อเทียบกับฟรีทีวีหรือช่องในเคเบิลทีวี ไม่เหมือนที่โฆษณาเอาไว้ ชวนนึกถึงพวกค่ายมือถือที่โอ้อวดระบบ 3จี ว่าเร็วปรูดปราด สุดท้ายก็ไม่จริงอย่างที่โม้
แต่ก็คงพูดได้ว่า 5 ปีหลังที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนไปมาก จากอิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้พฤติกรรมความคิดของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไป โดยเฉพาะ 3จี แม้ยังไม่พัฒนาไกลไปถึงระบบ 4จี เหมือนในเกาหลี ญี่ปุ่น ที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูง แต่สภาพที่เป็นอยู่ได้เข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง ผู้คนต่างก้มหน้า ขึ้นรถไฟฟ้า ลงเรือ กระทั่งนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ต่างกดโทรศัพท์แชทไลน์เล่นเฟซบุ๊ก ส่งข้อความ อัพเดทเรื่องราวกันสนุก กลายเป็นประเทศที่ใช้โซเชียลมีเดียมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ในโลกไร้พรมแดน เข้าถึงข้อมูลง่ายดาย และราคาถูก ทุกแวดวงต่างกระโจนเร่งอัพเนื้อหาเข้าในบรรณพิภพแห่งนี้ ทำให้ต้องกลั่นกรองอันไหนข้อมูลแท้ ข้อมูลเทียม อันตราย หรือเป็นประโยชน์ ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มมิจฉาชีพแฝงเข้าอยู่ในโลกคอมพิวเตอร์มากมาย ขณะที่มือถือกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกายที่ใครก็ขาดไม่ได้ในการดำรงชีพ และไม่ใช่มีแค่เครื่องเดียว ชนชั้นกลางส่วนใหญ่กลายเป็นมนุษย์สองจอ มีใช้ 2-3 เครื่องทั้งมือถือและแท็บเล็ต ไม่นับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่บ้านและที่ทำงานอีก
มาสู่ทีวีดิจิทัล ทั้งเคเบิลและฟรีทีวีที่มีอยู่ หลายบ้านมีทางเลือกดูทีวีได้มากถึง 500 ช่อง ในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ก็มีจานดาวเทียมติดกันในทุกชุมชน แต่ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองสูงเช่นนี้ หลายคนเปิดแช่ดูแต่ทีวีการเมืองจากช่องแดง ช่องบลูสกาย ที่ทั้งสองฝ่ายใช้ทีวีเป็นอาวุธประหัตประหารปลุกระดมชุดความเชื่อของตน จนทำให้เราปิดกั้นข้อมูลอีกด้าน อยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง ไม่อยากฟังในสิ่งที่เราไม่เชื่อ
ในยุคข้อมูลล้นทั้งระบบ “จอกระจก” มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และ “ระบบอากาศ” ผ่านอภิมหาทีวีทั้งหลาย การมีช่องทางใหม่ๆ เข้าถึงแหล่งข้อมูลทุกความเคลื่อนไหวในโลกใบนี้ อาจเป็นเรื่องดี แต่น่าสงสัยว่า มีกี่คนในสัดส่วนมากแค่ไหน ที่ใช้ประโยชน์ค้นหาข้อมูลที่มากมายก่ายกองนี้ มาหาความรู้พัฒนาตัวเรา
กสทช.เขาบอกว่า เมื่อเรามีทีวีดิจิทัลแล้ว จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะทำให้สังคมมีทางเลือกเข้าถึงข้อมูลหลากหลาย ตอบสนองกับชีวิตสังคมสมัยใหม่ ที่มีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีและสื่อสังคมมากขึ้น ซึ่ง 24 ช่อง ที่เปิดมาใหม่เป็นแค่ก๊อกแรกที่ให้บริการเนื้อหาเด็ก เยาวชน ข่าวสาระ ยังเหลืออีก 24 ช่อง ที่จะให้บริการภายในปีนี้ แบ่งเป็นช่องบริการสาธารณะและช่องบริการชุมชนอย่างละ 12 ช่อง ที่คาดหวังกันว่า จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง เป็นปากเป็นเสียงให้ชุมชนสามารถต่อรองสิทธิประโยชน์ นโยบายต่อผู้มีอำนาจได้
แต่ไม่ว่าคนไทยจะมีทางเลือกในการเสพข้อมูล ข่าวสารเพิ่มขึ้นอีกกี่หมื่นช่อง หรือกองเป็นภูเขาเลาการายล้อมตัวเรามากมายแค่ไหน ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยให้เราฉลาดขึ้นหรือไม่ ถ้าสภาพสังคม ระบบการศึกษา ยังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน
คำถาม คือ จะมีกี่ช่องที่พร้อมทุ่มเทผลิตเนื้อหาดีๆ หาใช่ละครน้ำเน่า หรือช่องข่าวที่แฝงไปด้วยความเห็นปิงปอง ขณะที่ช่องบริการสาธารณะ จะย้อนกลับมาเป็นทีวีของรัฐในรูปใหม่ ช่องบริการชุมชนที่หวังจะช่วยเป็นปากเป็นเสียงในพื้นที่ กลุ่มทุนก็รอโอกาสเข้ามาแทรกซึมยึดรายการอีกหรือไม่
ถ้าสุดท้ายทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม ในโครงสร้างเดิมๆ ก็เลิกหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนผ่านของมวลมหาช่องทีวีที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นกลไกสำคัญปฏิรูปสังคม ถ้าเจ้าของ ผู้ให้บริการ ไม่มีจิตสำนึกสาธารณะ มุ่งแต่ “กำไร” เอาทุนคืน จากรายจ่ายมหาศาลที่ทุ่มไปกับการลงทุนประมูลช่องทีวี







