
คนกลางตัวจริง
พาดหัวเช่นนี้ บอกก่อนว่าไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ที่มีการพูดถึง “คนกลาง”
พาดหัวเช่นนี้ บอกก่อนว่าไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ที่มีการพูดถึง “คนกลาง” นะครับ ที่บอกไว้เพราะอาจมีบางท่านจินตนาการพานจิตกำเริบเอาได้
ยังไงก็ตาม วันนี้ผมจะพูดถึง “คนกลาง” และคนกลางที่ผมจะพูดถึงนี้รับรองได้เลยว่า “กลางจริง” ไม่มีเอียงซ้ายเอียงขวาแน่นอน
พระพุทธเจ้า คือ บุคคลที่ทรงเป็นกลางในสถานที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ทรงปราศจากอคติทั้งปวง ที่สำคัญ ทรงเป็นนักสันติวิธี และนักไกล่เกลี่ยตัวยงด้วย
ทำไมจึงว่าอย่างนี้
ครั้งหนึ่ง มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจ้างม็อบไปด่าพระพุทธเจ้า แบบว่าด่าไม่ไว้หน้าเลย พระพุทธเจ้าก็ทรงนิ่ง ทรงอดทนต่อคำด่าของคนเหล่านั้น ไม่เคยตอบโต้ จนที่สุดม็อบด่านั้นก็เลิกด่าเพราะท่อน้ำเลี้ยงหมด
ก่อนนี้ พระอานนท์ ซึ่งเป็นพระเลขาส่วนพระองค์ (พุทธอุปัฏฐาก) กราบทูลให้เสด็จไปเมืองอื่น แต่ไม่ทรงเห็นด้วย บอกไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ปัญหาเกิดที่ไหนต้องจบที่นั่น นี่คือทรงใช้สันติวิธี ไม่ตอบโต้ แต่ก็ไม่หนีปัญหา
อีกเหตุการณ์ นักบวชนอกพระพุทธศาสนากลุ่มหนึ่งร่วมมือวางแผนชั่วกับผู้หญิงมิจฉาทิฐิที่เป็นสาวกของตนชื่อ “จิญจมาณวิกา” ใส่ร้ายพระพุทธเจ้าว่า “มีสัมพันธ์กัน” ลงทุนทำเป็นคนท้อง ทุบขาทุบมือให้บวมเหมือนคนท้อง แต่สุดท้ายสวรรค์ไม่เข้าข้าง ไม้กลมนูนที่ท้องซึ่งพันด้วยผ้าให้ดูเหมือนคนท้องเกิดหลุดมาทับเท้า ความจริงจึงเผยออกมา
ครั้งหนึ่ง นักบวชกลุ่มนี้วางแผนกับ “นางสุนทรี” สาวกของตน โดยให้ทำทีเดินมุ่งหน้าไปยังพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าในเวลาเย็น เมื่อมีใครถามก็ให้ตอบว่า ไปหาพระพุทธเจ้า แล้วนักบวชกลุ่มนั้นก็ซ้อนแผนจ้างคนร้ายไปฆ่าสุนทรีแล้วให้นำศพไปทิ้งข้างวัด เพื่อต้องการโยนความผิดให้พระพุทธเจ้า ทว่าในขั้นของการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ได้จับคนร้ายได้ขณะตั้งวงร่ำสุราแล้วมีคนหนึ่งเมาได้ที่คายความชั่วว่าเป็นคนฆ่าสุนทรีเอง
จะเห็นว่าพระองค์ไม่ตอบโต้ ทรงให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำการสืบสวนสอบสวน จนสามารถเอาคนทำผิดตัวจริงมาลงโทษได้
นี่คือสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระองค์เอง แต่ก็มีหลายเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดกับพระองค์ แต่เกิดกับพระญาติแล้วทรงเข้าไปไกล่เกลี่ย
เหตุการณ์ลักษณะอดนึกถึงการทะเลาะกันครั้งใหญ่ของพระญาติ คือ พระญาติฝ่ายพระบิดา ได้แก่ ฝ่ายศากยวงศ์ และฝ่ายพระมารดา คือ โกลิยวงศ์ ที่ต้นเหตุมาจากการแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ชาวเมืองทั้งสองใช้ในการเกษตร อุปโภค บริโภค ฟากหนึ่งเป็นของศากยะ อีกฝั่งเป็นของโกลิยะ
ความจริงทั้งสองฝ่ายก็มีเรื่องขัดใจกันอยู่ แต่ทุกครั้งก็เคลียร์กันได้ แต่ครั้งนี้เกิดพิพาทใหญ่ฝนแล้งกว่าทุกปี ระดับน้ำในแม่น้ำโรหิณีลดลงมาก ชาวนาทั้งสองฝ่ายต่างเร่งระบายน้ำเข้านาของตน ที่สุดก็เกิดศึกแย่งชิงน้ำ เล่นแรงด่าโคตรกันเลย
พวกศากยะด่าฝ่ายโกลิยะว่า “ขี้เรื้อนต้นกระเบา” เพราะในอดีตธิดาองค์ใหญ่ของฝ่ายโกลิยะไปสร้างภูมิลำเนาในป่า และต้นกระเบาที่ถูกนำมาด่าเปรียบเทียบพวกโกลิยะ เป็นต้นไม้ที่นิยมนำเอาผลมาทำยารักษาโรคเรื้อน ฝ่ายโกลิยะก็ตอบโต้กลับฝ่ายศากยะว่าเป็น “สุนัข” ซึ่งหมายถึง พี่น้องเสพสมกันเอง
แรงขนาดนี้ทั้งสองฝ่ายจึงได้ยกกำลังไปตั้งประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่งแม่น้ำโรหิณีและพร้อมที่จะกรีธาทัพบุกฝ่ายตรงข้าม แต่พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาปรากฏพระองค์อยู่ในอากาศ “กลางแม่น้ำโรหิณี” ถามทั้งสองฝ่ายว่า ท่านทั้งหลายทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ทั้งสองกราบทูลว่า แย่งน้ำกัน
“น้ำที่ท่านทะเลาะกันนั้น ถ้าตีราคาเป็นเงิน จะอยู่ที่เท่าไหร่” พระพุทธเจ้าถามต่อ
“ราคาน้อยมาก” พระญาติกราบทูล
ทรงถามต่อ “แล้วถ้าราชวงศ์ของกษัตริย์ล่ะ ราคาเท่าไหร่”
“ตีราคาไม่ได้ เพราะนับค่ามิได้” พระญาติตอบ
“แล้วพวกท่านจะเอาราชวงศ์ที่นับค่ามิได้นี้ไปแลกกับน้ำที่ราคาน้อยนิดกระนั้นหรือ”
ปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายได้ยินดังนั้นก็กลับได้ “สติ” พร้อมยกทัพถอยกลับไปยังเมืองของตน
จากเหตุการณ์นี้เราได้เห็นความเป็นมืออาชีพของพระพุทธเจ้าในการเป็นนักไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ในการเป็นนักสันติวิธีที่มากไปด้วยกุศโลบายที่แยบยลและมีความเป็นกลาง
พระองค์ทรงเลือกสถานที่ไกล่เกลี่ย “อยู่ในอากาศกลางแม่น้ำ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มิได้ทรงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และการเลือกสถานที่ไกล่เกลี่ยตรงนี้ก็เป็นผลดีกว่าการใช้สถานที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่นอน
อีกอย่างหนึ่ง พระองค์ไม่ได้อ้างหลักธรรมแบบเทศนาโวหาร แต่ทรงใช้จิตวิทยามากกว่า โดยการยกของสองสิ่งมาเปรียบเทียบราคาให้ดูเท่านั้นก็ได้ผล
ดูพระพุทธเจ้าจัดการเรื่องนี้แล้ว...บอกตรงๆ ว่า เกต มาก และถ้าจะถามถึงคนกลางในโลกนี้ ผมก็ว่าพระพุทธเจ้านี่แหละ “กลางจริง”







