posttoday
นายกรัฐมนตรี ที่มวลมหาประชาชนต้องการ

นายกรัฐมนตรี ที่มวลมหาประชาชนต้องการ

06 เมษายน 2557

“กล้า แกร่ง เก่ง” คือสเปกของเขาหรือเธอคนนั้น

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“กล้า แกร่ง เก่ง” คือสเปกของเขาหรือเธอคนนั้น

ถ้าเราเอาชื่อผู้นำอันเป็นที่จดจำของโลกเฉพาะที่เป็นความจดจำในด้านดีมาแยกแยะหา “องค์ประกอบร่วม” ใน “ความดีอันเป็นที่จดจำ” นั้น ก็จะพบว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะต้องมีองค์ประกอบทั้งสามที่นำเสนอไว้บรรทัดแรกนี้อย่างครบถ้วน เพียงแต่น้ำหนักของแต่ละองค์ประกอบอาจแปรเปลี่ยนมีน้ำหนักต่างกันตามแต่สถานการณ์และบุคลิกของผู้นำคนนั้น

มีคำคมกล่าวไว้ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ (หรือวีรสตรีด้วย)” ซึ่งไม่ใช่คำคมธรรมดา เพราะเป็นคำคมที่ได้กลายเป็นทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ด้วยส่วนหนึ่ง กล่าวคือ ในทางรัฐศาสตร์คือการปกครอง และในทางรัฐประศาสนศาสตร์คือการบริหาร ต่างก็มีข้อสรุปที่ต้องตรงกันในเรื่องการก่อเกิดของผู้นำ ว่า “สถานการณ์” มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเกิดขึ้นของบุคคลสำคัญทั้งหลาย แต่ก็ต้องเป็นสถานการณ์ที่ “มีภาวะพิเศษ” คือต้องมีปัญหาหรือความรุนแรงที่ไม่ปกติ อย่างที่เรียกว่า “วิกฤต” หรือ “วิกฤตการณ์” ซึ่งคำว่า “วิกฤตการณ์” นี้ก็มาจากการรวมคำของคำ คือ “วิกฤต” กับ “สถานการณ์” เข้าด้วยกันนั่นเอง

ที่จริงแนวคิดเรื่องวิกฤตการณ์สร้างวีรบุรุษ (และสตรี) มีสอนกันอยู่ในวิชาจิตวิทยาอยู่ก่อนแล้ว เชื่อกันว่านำมาจากการค้นพบของนักประวัติศาสตร์ จากนั้นนักวิชาการในด้านอื่นๆ อย่างรัฐศาสตร์และนักรัฐประศาสนศาสตร์จึงได้ไปหยิบยืมมาอธิบายในศาสตร์ของตน โดยนักจิตวิทยาอธิบายว่า ในภาวะทั่วไปอาจจะมองไม่เห็นภาวะผู้นำในตัวบุคคลแต่ละคนได้ชัดเจน แต่จะต้องมีภาวะพิเศษ เช่น เกิดการแข่งขันหรือมีปัญหาที่จะต้องแก้ คุณลักษณะของผู้นำที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “ภาวะผู้นำ” (Leadership) ของแต่ละคนจึงจะปรากฏออกมา เราจึงเห็นบางคน “เก่งกว่า” “ฉลาดกว่า” หรือ “กล้ากว่า” และยิ่งถ้าเป็นภาวะที่พิเศษมากๆ เป็นต้นว่ามีการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น หรือมีปัญหารุนแรงมากขึ้น ภาวะผู้นำก็จะแปรผันตามเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นในการแข่งขันหรือความรุนแรงของปัญหาที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วย

ในสำนวนไทยก็มีคำที่มีความหมายคล้ายๆ กัน อย่างเช่นคำว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด” เพราะคนไทยยึดว่า “บารมี” คือคุณลักษณะที่สำคัญของความเป็นผู้นำ (ที่นักจิตวิทยาเรียกว่าภาวะผู้นำนั่นแหละ) ว่ากันว่าสำนวนนี้มาจากพุทธประวัติขณะที่พระพุทธเจ้ามีพระชนมายุ 35 ปี กำลังจะตรัสรู้ในคืน 15 ค่ำ เดือน 6 ช่วงหัวค่ำก็มีเหล่ามาร ประกอบด้วย ยักษ์ ภูตผีปีศาจ และสัตว์ร้าย มีจำนวนมากมายมหาศาล มืดฟ้ามัวดิน มากลุ้มรุมจะเข้าทำร้าย แต่ด้วยเดชะพระบารมีอันเกิดจากการบำเพ็ญบารมีต่างๆ มา 10 อย่าง (ที่เรียกว่า “ทศบารมี”) เป็นเวลา 500 ชาติ บังเกิดเป็นปราการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นให้หมดไป จากนั้นพระพุทธองค์จึงได้ตรัสรู้ไปจนถึงรุ่งเช้า

คำว่า “บารมี” นี้ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวไว้ในงานเขียนของท่านโดยเชื่อมโยงเข้ากับหลักคิดในพระพุทธศาสนาว่า “บารมี” เป็นผลผลิตของ “กุศล” คือการทำในสิ่งที่ดีหรือเหมาะสม ที่ในพระบาลีท่านให้ความหมายว่า “กิจหรือการกระทำของคนฉลาด” ตรงข้ามกับการทำชั่วหรือไม่เหมาะสม คือการกระทำที่เป็น “อกุศล” อย่างที่พระบาลีท่านให้ความหมายว่า “กิจหรือการกระทำของคนโง่” ซึ่งผลของการทำอกุศลท่านเรียกว่า “อาสวะ”

ทั้งนี้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ยกตัวอย่างจนเห็นภาพด้วยการเปรียบเทียบว่า บาปบุญของคนเราก็เหมือนกับแก้วที่ใส่น้ำ เมื่อเรายังไม่ได้ทำบาปบุญอะไรก็เป็นน้ำใสๆ อยู่ในแก้ว บุญหรือกุศลหรือกิจของคนฉลาดนี้ เมื่อทำแล้วก็เกิดเป็นบารมี มีสีขาวเป็นตะกอนแขวนลอย ตรงกันข้ามกับบาปหรืออกุศลหรือกิจของคนโง่ เมื่อทำแล้วก็เกิดเป็นอาสวะ มีสีดำเป็นตะกอนแขวนลอยเช่นกันตะกอนแขวนลอยนี้นานๆ ไปก็จะตกตะกอนไปอยู่ที่ก้นแก้ว จนกว่าจะมีอะไรมากระทบ เช่น มีผู้ฟ้องร้องเป็นคดีความ (ข้อเขียนเรื่องนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนเพื่อเปรียบเทียบความชั่วความเลวของผู้นำในครั้งเผด็จการทหาร ที่ท่านหวังว่ากฎหมายคงจะจัดการผู้นำชั่วๆ เหล่านั้นได้) ถ้าทำความชั่วไว้ ตะกอนสีดำหรืออาสวะก็จะลอยขึ้นมา เป็นการประจานถึง “ความเลว” ของคนคนนั้น

ถ้าเอาคำอธิบายข้างต้นของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาพิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ในบางสถานการณ์ก็อาจประจาน “ทุบุรุษ” และ “ทุสตรี” นั้นได้ นั่นก็คือนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่รัฐบาลนี้พยายามป่าวประกาศว่าเป็นนโยบายที่ดี เหมือนแก้วบรรจุน้ำทิพย์หอมหวาน แต่ที่สุดความจริงก็ได้ปรากฏว่าเป็นนโยบายที่เกิดจาก “อกุศล” คือความคิดโง่ๆ เลวๆ เต็มไปด้วยความโลภ มุ่งหวังจะคดโกง ตะกอนดำจึงปรากฏขึ้นเป็นน้ำเน่าน้ำพิษ แม้เคยปรากฏว่ามีบางนโยบายที่อาจจะเป็นที่ชื่นชอบ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน จนชาวบ้านชื่นชมและเป็น “บารมี” ของนักการเมืองกลุ่มนี้มาระยะหนึ่ง แต่เมื่อมันปรากฏความจริงขึ้นมาภายหลังว่าเป็นนโยบายที่เกิดจากการ “คิดชั่ว ทำชั่ว” บารมีเหล่านั้นจึงกำลังจะเสื่อมหมดไป

การสร้างบารมีแบบหลอกลวงของนักการเมืองกลุ่มนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ “สร้างสถานการณ์” เพื่อนำไปสู่ความเป็นวีรบุรุษและวีรสตรีของผู้นำให้นักการเมืองกลุ่มนี้นั่นเอง คล้ายๆ กับผู้นำชั่วๆ หลายคนที่ใช้การสร้างสถานการณ์ (ที่ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่า “สร้างภาพ” มาให้เห็นความหมายที่ชัดเจน) เช่น การอ้างความรักชาติของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์การร้องไห้ว่ารักประชาชนของอีวา หรือ เอวิตา เปรอง โดยที่นักการเมืองชั่วชาติของไทยได้ใช้ “ภาพ” ของการปกป้องประชาธิปไตย พรางความชั่วของตนเองไว้จากนโยบายโกงกินทั้งหลาย ถึงขั้นกล่าวประโยคที่คิดว่าประชาชนจะสงสารว่า “ยอมตายเพื่อรักษาประชาธิปไตย แม้จะเป็นคนสุดท้าย”

ทว่า “สถานการณ์ปกป้องประชาธิปไตย” ที่นักการเมืองกลุ่มนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดยหวังว่าจะมีคนไทยที่ถูกมอมเมาด้วยนโยบายประชานิยมทั้งหลายนั้นหลงเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็กลายเป็นสถานการณ์ที่หวนกลับมา “พันคอ” คือย้อนกลับมาทำร้ายพวกกันเองเสียสิ้น เพราะเป็นประชาธิปไตยที่ตัด “วลีพ่วงท้าย” ออกเสีย เป็นประชาธิปไตยที่ใช้เสียง “ชั่วๆ” ข้างมากลากไป และเป็นประชาธิปไตยแบบ “สีแดง”

คงต้องขอยกยอดเรื่อง “กล้า แกร่ง เก่ง” ที่เป็นคุณลักษณะผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีที่มวลมหาชนต้องการไปอธิบายต่อในสัปดาห์หน้า เพื่อให้เห็นว่า “เขาหรือเธอ” คนนั้นคือใคร รวมทั้งสถานการณ์ที่จะนำมาซึ่งเขาและเธอคนนั้นจะเป็นสถานการณ์อะไร โดยไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้น

ถึงเวลานั้น พวก “ขลาด เขลา ขยะ” จะได้ออกจากประเทศไทยไปเสียที

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI