posttoday
ประดิษฐ สินธวณรงค์ การเมืองแบบนี้...Nerver again

ประดิษฐ สินธวณรงค์ การเมืองแบบนี้...Nerver again

06 เมษายน 2557

แต่ผมนั้น never again ก่อน เพราะเจอบรรยากาศการเมืองแบบนี้ผมปรับตัวตามไม่ได้

โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ / ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

“ไม่ต้องเรียกผมว่ารัฐมนตรีนะ...มันเขิน” เป็นคำทักทายหลังเจอหน้า “ทีมงานโพสต์ทูเดย์” ของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข

เราจึงขอใช้สรรพนาม “คุณหมอ” ระหว่างการสัมภาษณ์ในบรรยากาศสบายๆ ช่วงบ่ายแก่ๆ

นพ.ประดิษฐ เป็นรัฐมนตรีหนึ่งเดียวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ถูกข้าราชการประจำ “หักหน้า” ไม่เอาด้วยตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าสู่กระทรวงหมอ ทว่าเขาไม่เคยตอบโต้ ไม่เคยเปิดปากบ่น ราวกับว่าไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร

“ผมเดินหน้าทำงานอย่างเดียว หมอชนบทบุกมาในห้องประชุม ผมก็นั่งฟังเขาพูด”

ต่อมาภายหลัง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวง นำขบวนประชาคมสาธารณสุขตั้งโต๊ะแถลงจุดยืนทางการเมืองสนับสนุนการขับไล่ระบอบทักษิณ จนต้องตัดสินใจหอบข้าวของออกจากห้องทำงานชั้น 4 สำนักปลัดกระทรวงไปตั้งหลักที่เรือนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากอาคารเดิม

ตลอดการชุมนุมกดดันคณะรัฐมนตรีอย่างหนักหน่วงจากกลุ่ม กปปส. มีเพียงผู้ใกล้ชิด นพ.ประดิษฐ เท่านั้นที่รับรู้ว่าเขาอัดอั้น เป็นทุกข์ เสียความรู้สึก และกำลังถอดใจ

ถัดจากนี้คือการเปิดใจครั้งแรกของรัฐมนตรี...ประดิษฐ สินธวณรงค์

คุณหมอรับนัด “โพสต์ทูเดย์” ช่วงกลางเดือน มี.ค. ณ ร้านอาหารสไตล์บิสโตร ย่านสุขุมวิท ชายวัยกลางคนในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้า กางเกงสแล็กส์ดำ เดินเข้ามาคนเดียวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ก็แฝงด้วยท่าทีเกร็งๆ

“บ่ายๆ แบบนี้ ผมว่าเรานั่งจิบน้ำชา ทานของเบาๆ ดีกว่า” นพ.ประดิษฐ เริ่มบทสนทนา ก่อนจะยกแก้ว “Plum soda” ขึ้นดื่ม ตามด้วย “Afternoon Tea” เป็นรายการถัดไป “ขอเป็น Jasmine Tea นะครับ” เขาส่งเสียงผ่อนคลายที่สุดเท่าที่เคยเห็น

“การเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากครับ” คุณหมอเผยความในใจเปื้อนรอยยิ้มขื่นๆ “ผมไม่เคยชิน ผมไม่ได้เตรียมตัวมาเจอการเมืองแบบนี้เลย ที่ผ่านมาผมทำงานภาคธุรกิจไม่ต้องคิดอะไรที่ยอกย้อน ไม่ต้องมาถูกด่าถูกว่า พูดตรงๆ ผมทุกข์มาจนถึงทุกวันนี้ว่าเข้ามาทำไม แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องอดทน ต้องไม่ทำให้ใครผิดหวัง

“ที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง ผมไม่ได้เข้ามาในฐานะการเมืองนะ เรียกว่าเป็นเทคโนแครตดีกว่า ผมมีประสบการณ์และเห็นปัญหาของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งในเชิงระบบ การพัฒนา และงบประมาณ แต่เมื่อเข้ามาก็มีคนเรียกผมว่าเป็นนักธุรกิจ ผมไม่อยากให้มองว่าเป็นนักธุรกิจนะ มันเลวร้าย มีการตั้งประเด็นว่านักธุรกิจจะมาทำมาหากินในกระทรวง ผมไม่ชอบ”

แรกทีเดียว นพ.ประดิษฐ รู้สึกน้อยใจที่ภาพออกสู่สาธารณะถูกสร้างภาพให้เป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน มีธุรกิจบริษัทยา ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“ที่สำคัญผมไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อมาเป็นรัฐมนตรีแล้วจะต้องมารับผิดชอบอะไรที่มันอยู่นอกเหนือจากตัวเอง บางเรื่องผมก็ไม่รู้เรื่องด้วย เช่น 2 ล้านล้านมาบอกว่ารัฐมนตรีต้องมีความผิดด้วยนะ ผมฟังก็เอ๊ะ ทำไมผมต้องโดนทุกเรื่องเลย”

ภายใต้ทิศทางการบริหารของ นพ.ประดิษฐ ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา หลายนโยบายแตกต่างไปจากยุคก่อน โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง การแบ่งเขตสุขภาพ การเปลี่ยนระบบจ่ายค่าตอบแทน แต่ดูแล้วทุกนโยบายล้วนเรียกก้อนอิฐสู่อ้อมแขนเขาอย่างเต็มรัก

“ตอนนั้นผมก็ทุกข์ หมอกับหมอทะเลาะกันจนไม่รู้เรื่อง มันก็ลามไปถึงหมอ ไปถึงพยาบาล เจ้าหน้าที่ ทะเลาะกันหมด”

ทว่า ความขัดแย้งในขณะนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสถานการณ์ที่ร้าวลึกในปัจจุบัน และพัฒนาการมาจนถึงจุดที่มองไม่เห็นทางออก “ที่ทุกข์ใจที่สุดคือผมจะบริหารอย่างไรดี ในขณะที่ฝั่งหนึ่งก็แรง อีกฝั่งหนึ่งก็บอกว่าทำไมผมเงียบ ไม่ยอมทำอะไร ผมเรียนตรงๆ ผมตั้งใจไม่อยากจะทำอะไร ไม่เช่นนั้นก็แรงกับแรง ทำออกมาแล้วก็จะเหลือแต่ซากของกระทรวง

“ยิ่งสาวไส้สาวอะไรกันไปเรื่อยมันไม่จบ ส่วนตัวผมไม่มีปัญหาอะไรนะ เวลาหมอมาคุยตัวต่อตัวกับผมก็ปกติ ไปเจอท่านคณบดีศิริราชก็คุยกันปกติ เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน คืออย่าไปจับเรื่องการเมืองก็ไม่มีปัญหา”

นอกจากปัญหาการบริหารในกระทรวงแล้ว ผลพวงความขัดแย้งยังพุ่งเข้าใส่ครอบครัวด้วย “ตอนแรกผมรับได้นะ ถูกแพทย์ชนบทหลายร้อยคนมาบุกถึงห้องประชุมแล้วก็มาพูด ล่อผม ผมก็ไม่เคยโต้ตอบ แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้ว่าผมจะโดนอะไร วันก่อนผมไปเดินเอ็มโพเรียมกับลูก ผมบอก...เฮ้ย เรากลับ ดีกว่า เพราะในนั้นเขาเดินโพกหัว เป่ากันอะไรต่อมิอะไร มากมาย เราก็ไม่สบายใจ อย่างลูกผมก็โดนที่โรงเรียนมีคนมาถามลูกผมว่าทำไมพ่อถึงมาทำงานรับใช้คนแบบนี้ มันกระเทือนในครอบครัวไปหมด

“บางทีก็ชวนลูกผมไปเป่านกหวีด พอลูกผมไม่ไปก็ว่า พอไปก็ถูกถ่ายรูปแล้วมาบอกว่าดูสิ ขนาดลูกรัฐมนตรียังไล่พ่อของตัวเอง มันทำให้ซับซ้อนไปหมด ลูกผมถามว่าทำไมเราต้องโดนแบบนี้ ผมก็บอกได้แค่ว่าโตขึ้นแล้วจะเข้าใจเอง

“ผมไม่เคยบอกใคร เพราะเดี๋ยวก็หาว่าผมดราม่าเรียกร้องความสนใจอีก แต่ในใจผมคิดนะ ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ก็อาจต้องย้ายโรงเรียน ผมไม่อยากให้เด็กมันโตบนความรู้สึกแบบนี้ เด็กก็ควรจะเป็นเด็ก”

คุณหมอประดิษฐ กล่าวอย่างถอดใจ “ต้นทุนชีวิตก่อนเข้าสู่การเมืองมันหายไปหมดแล้ว หลังจากนี้ชีวิตผมก็คงไม่เหมือนเดิม มีคนชอบถามผมว่าจะเป็นรัฐมนตรีต่อหรือไม่ ผมว่ามันเป็นเรื่อง Destiny คือไม่ใช่อยากเป็นแล้วจะได้เป็นเสมอไปนะ ถ้าเป็นแบบตอนนี้แล้วใครจะอยากเป็น ประชุม ครม.ทีหนึ่งต้องไปถึงไหน เดี๋ยวม็อบก็ไปรอปิด บรรยากาศนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุก”

ได้คุยเปิดใจกับนายกฯ บ้างหรือไม่?... “ท่านนายกฯ ก็ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็ยอมรับตรงๆ ว่าเครียดจริงๆ ท่านก็ถามว่าแล้วยังไง ผมก็บอกว่าก็ยังจะทำงานจนถึงวันสุดท้ายที่รัฐบาลนี้จะอยู่ตามกฎหมาย ผมละทิ้งหน้าที่ไม่ได้ มันเป็นคำมั่นสัญญาของผมต่อท่านนายกฯ ต่อรัฐธรรมนูญ และต่อคำปฏิญาณกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ถ้ามีการตัดสินให้ผมพ้นสภาพ ผมก็ไปด้วยช่องทางนั้น แต่อยู่ดีๆ จะมาให้ผมละทิ้งหน้าที่ไม่ได้ และผมก็อยากให้คำตัดสินเหล่านั้นเป็นไปเพื่อให้ได้ข้อยุติและเป็นธรรม ไม่ใช่สร้างปมให้ทะเลาะกันต่อไป ใน ครม.ไม่มีใครดื้ออยากจะอยู่ต่อหรอก อยู่ต่อไปแล้วมันได้อะไร มีความเสี่ยงทุกชนิด

“จะทำอะไรก็ต้องขอ กกต. จะอนุมัติอะไรก็มีคนบอกว่าเดี๋ยวมีความผิดนะ แต่เราทุกคนทำตามกฎหมาย ท่านนายกฯ ก็คิดอย่างนี้ ใครเป็นนายกฯ ตอนนี้มีความสุขเหรอ ไม่สนุกหรอก และใครมาเป็นรัฐบาลชุดต่อไป ผมอยากจะบอกเลยว่านรก มีจริง”

แล้วจะเอาอย่างไรกับอนาคตการเมือง?... “มี 2 คนเขาพูด คนหนึ่งพูด never again ผมก็หวังว่าผมจะเป็นแบบนั้น ไม่อยากเหมือนหนังเจมส์ บอนด์ Never say never แต่ผมนั้น never again ก่อน เพราะเจอบรรยากาศการเมืองแบบนี้ผมปรับตัวตามไม่ได้”

แทบไม่ต้องสรุป...ชัดเจนว่า นักธุรกิจด้านตกแต่งบ้านที่ผันตัวมาลิ้มลองสนามการเมืองขอโบกมือลา...หากการเมืองยัง ขัดแย้งรุนแรงเช่นที่เป็นอยู่

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI