
50เศรษฐี-500สส.รวยแสนล้าน-คนจนท่วมเมือง
บทสรุปจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การแบ่งสีเสื้อและความแตกแยก
บทสรุปจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การแบ่งสีเสื้อและความแตกแยกในสังคมไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทุกผลการวิจัยต่างชี้ว่า มีสาเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติ
มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เผยผลศึกษา “8 ข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย” ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2529-2554 ทำให้ความเหลื่อมล้ำรายได้ครัวเรือนถ่างกันมากขึ้นชนิดฟ้ากับเหว และทรัพย์สินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในครัวเรือนของคนร่ำรวย
ศิริกัญญา ตันสกุล นักวิชาการมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา ระบุว่า ไทยมีครัวเรือนทั้งสิ้น 22 ล้านครัวเรือน หากแบ่งออกเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละ 2.2 ล้านครัวเรือน ตั้งแต่กลุ่มครัวเรือนที่รวยที่สุดจนถึงกลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุด จะพบว่าการเติบโตเศรษฐกิจในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ทำให้จีดีพีไทยขยายตัว 4 เท่า แต่รายได้ครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 3 เท่า
ครัวเรือนที่รวยที่สุด 10% แรก มีรายได้เพิ่มจาก 28,808 บาท/เดือน เป็น 90,048 บาท/เดือน แต่ครัวเรือนที่จน ที่สุด 10% รายได้เพิ่มจาก 1,429 บาท/ เดือน เป็น 4,266 บาท/เดือน ความ เหลื่อมล้ำของรายได้เพิ่มจาก 20 เท่า เพิ่มเป็น 21 เท่าในปี 2554
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลสำรวจรายได้ครัวเรือนที่สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่หน่วยงานต่างๆ นำไปอ้างอิง จะพบว่าคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะไม่ได้รวมรายได้ของเศรษฐีไทย 50 อันดับแรก และเศรษฐกิจหุ้น 500 อันดับแรก ตลอดจนคนรวย 20% แรกของประเทศ ที่มีอยู่ร่วม 4 ล้านครัวเรือน คิดเป็นรายได้ที่ตกสำรวจ 1 ล้านล้านบาท
“หากนำรายได้ที่ตกสำรวจของ 4 ล้านครัวเรือน มารวมกับข้อมูลของสำนักงานสถิติฯ พบว่าความเหลื่อมล้ำรายได้ระหว่างคนจนสุดและคนรวย สุด จะเพิ่มเป็น 29 เท่า หรือมีความ เหลื่อมล้ำในอันดับ 135 จาก 157 ประเทศ ใกล้เคียงกับสวาซิแลนด์ และเอลซัลวาดอร์” ศิริกัญญา ระบุ
ผลสำรวจยังชี้ว่า กลุ่มครอบครัวที่จนที่สุด 10% หรือประมาณ 2 ล้านคน คิดเป็น 40% เป็นครอบครัวที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว มีรายได้หลักมาจากเงินที่ลูกหลานส่งมาให้
รองลงมา อีกประมาณ 25% เป็นครอบครัวเกษตรกร ราว 6% เป็นครอบครัวของคนที่ประกอบอาชีพอิสระอย่างพ่อค้าแม่ค้า
เมื่อสำรวจลึกลงไปพบว่า กลุ่มครอบครัวที่จนที่สุดอยู่ในภาคอีสาน ถึง 40% และอยู่ในภาคเหนือ 30%
สำหรับครอบครัวที่รวยที่สุด 10% เป็นครอบครัวที่ประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น หมอ วิศวกร คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% อีก 12% เป็นเจ้าของธุรกิจหรือเถ้าแก่
ที่น่าสนใจคือมีราว 9% เป็นครัวเรือนเกษตรกรจากภาคใต้ สะท้อนว่าเกษตรกรไม่ได้จนทั้งหมด
ส่วนในแง่ถิ่นที่อยู่พบว่า เกือบ 30% ของครอบครัวที่รวยที่สุดล้วนอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ จากข้อมูลนิตยสารฟอร์บส์ที่รวบรวมทรัพย์สิน 50 เศรษฐีไทย ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เงินสด และทรัพย์สินอื่นๆ เมื่อหักกับหนี้สิน พบว่า มีมูลค่ารวม 5.2 หมื่นล้านบาท แต่ปรากฏว่า คนที่มีรายได้มากที่สุดในไทย กลับไม่ได้เสียภาษีมากที่สุด กลับกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เสียภาษีให้กับรัฐบาลมากที่สุด
สาเหตุเป็นเพราะบรรดาเศรษฐีส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งกำหนดเงินเดือนตัวเองไว้ไม่สูงมาก บางส่วนให้บริษัทเสียภาษีแทน และการเสียภาษีหลักๆ จะเสียภาษีในรูปนิติบุคคลในอัตรา 20% แต่คนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนจะเสียภาษีสูงสุด 35%
นอกจากนี้ กลุ่มคนรวย โดยเฉพาะเศรษฐีหุ้นได้รับเงินปันผล 190 ล้าน บาท/ปี ซึ่งรายได้เงินปันผลเพียงอย่างเดียวจะพบว่ามากกว่ารายได้อื่นๆ ของครัวเรือนที่ร่ำรวยรวมกัน
ผลสำรวจสะท้อนว่า ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งหรือทรัพย์สินของครัวเรือนไทยแทบจะรั้งท้าย โดยอยู่ในอันดับ 162 จาก 174 ประเทศ ครอบครัวที่รวยที่สุด 10% มีสัดส่วนรายได้ 38% ของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศ กลุ่มคนที่มั่งคั่งที่สุด 10% แรก เป็นเจ้าของทรัพย์สิน สุทธิมูลค่า 57% ของทรัพย์สินสุทธิ รวม และถือครองที่ดินในสัดส่วนถึง 60% ของที่ดินทั้งหมด ตลอดจนมีบัญชีที่มียอดเงินฝากคิดเป็น 93% ของเงินฝากรวม
นอกจากนี้ ทรัพย์สินของครัวเรือน สส.ในสภา 500 คน ที่ได้รับเลือกตั้งในปี 2554 มีทรัพย์สินรวมกัน 4 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ย 81 ล้านบาทต่อครัวเรือน ซึ่งมากพอๆ กับทรัพย์สินของครัวเรือนไทยที่มีรายได้ต่ำสุด 2 ล้านครัวเรือน ผู้นำของไทยมีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าถึง 9,000 เท่า เมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีรายได้ระดับกลางหรือ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
“เมื่อผู้กำหนดนโยบายมีฐานะที่ไม่ใกล้เคียงกับประชาชนส่วนใหญ่ที่พวกเขาจะเป็นตัวแทนให้ ทำให้เขาไม่เข้าใจหัวอกของคนยากจน และนี่อาจเป็น เหตุผลหนึ่งที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้รับการแก้ไขเสียที” ศิริกัญญา ระบุ
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานมูลนิธิ กล่าวว่า หากจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ทั้งการเข้าถึงการศึกษา และสาธารณสุข จากปัจจุบันที่เด็กจากครัวเรือนที่รวยที่สุด 20% แรก จะได้รับการศึกษาในระดับปริญญาตรีมากกว่าเด็กจากครัวเรือนที่จนที่สุด 20% สุดท้าย 3 เท่า
หมอ 1 คนในกรุงเทพฯ ดูแลคนไข้น้อยกว่า 1,000 คน แต่หมอในภาคอีสาน 1 คน ต้องดูแลคนไข้มากกว่า 5,000 คน
“การสร้างโอกาสให้กับทุกๆ คน โดยเท่าเทียมจะมีส่วนช่วยบรรเทาปมปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากความรู้สึกเหลื่อมล้ำของคนในสังคมได้” มูลนิธิเสนอ
หากไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เบาบางลง ก็ยากที่ประเทศจะหนีพ้นวงจรความขัดแย้งทางการเมือง







