
ปลัดสธ.ชี้กลไกบริหารเงินสปสช.สร้างความทุกข์ให้จนท.
กระทรวงสาธารณสุขเร่งหารือสปสช.แก้ระเบียบใหม่หลังสตง.ท้วง ชี้การบริหารการเงินสร้างความทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน
กระทรวงสาธารณสุขเร่งหารือสปสช.แก้ระเบียบใหม่หลังสตง.ท้วง ชี้การบริหารการเงินสร้างความทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน
เมื่อวันที่ 3 เม.ย. นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า การบริหารงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ได้ถูกทักท้วงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ถึงการดำเนินงานของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและหน่วยบริการ รวมทั้งทำให้เกิดภาระในการทำรายงานกระทบกับหน้าที่ในการดูแลประชาชน ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ จึงต้องเร่งพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบการเงินการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“การที่ประชาชนทุกคนมีหลักประกันสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี และได้ประโยชน์จากการเข้าถึงบริการ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แต่การบริหารระบบด้วยกลไกทางการเงินการคลังได้สร้างความทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จิตวิญญาณในการให้บริการลดลง ทั้งจากความหลากหลายของกองทุน จำนวนรายงานที่ต้องจัดเก็บและนำส่งเพื่อแลกกับเงิน ทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาดูแล ส่งเสริมสุขภาพประชาชนลดลง กระทบประสิทธิภาพการทำงาน โดยกระทรวงฯ จะเสนอ สปสช. ให้มีการบริหารจัดการระบบการเงินการคลังที่สอดคล้องกับการปฏิรูประบบบริหารแบบเขตบริการสุขภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดภาระเรื่องรายงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุ่มเทเวลาในการบริการประชาชนมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว” นพ.ณรงค์ กล่าว
นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดสธ. กล่าวว่า สธ.ได้รับการทักท้วงจาก สตง. ว่ามีการใช้เงินไม่ตรงตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ใน 15 จังหวัด มีการเรียกเงินคืนกว่า 500 ล้านบาท โดย สตง. ได้ตรวจพบมา 2 ปีแล้ว และเคยทักท้วงไปที่ สปสช. แล้ว และในปีนี้ สตง. ได้ส่งเรื่องมาให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการสอบข้อเท็จจริง โดยปัญหาอยู่ที่การบริหารงบประมาณที่ได้จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็น สปสช. สาขาจังหวัด
ทั้งนี้ ปัญหา 5 ที่สตง.ทักท้วงได้แก่ 1.งบค่าบริการการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น นำไปอบรมพัฒนาบุคลากร หรือทำโครงการต่างๆ แทนที่จะส่งไปให้หน่วยบริการบริหารจัดการ 2.งบตามมาตรา 41 ค่าเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ 3.งบบริการผู้ป่วยตามกองทุนต่างๆ เช่น ไตวายเรื้อรัง ทันตกรรม ที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนตามภาระงานให้แก่บุคคลโดยตรงที่ตัวบุคคล แทนที่จะจ่ายให้กับหน่วยบริการ 4.งบลงทุนเพื่อการทดแทน (งบค่าเสื่อม) และ 5.การกันเงินค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่าย เพื่อบริหารจัดการในระดับจังหวัด
“ปัญหาใหญ่ 3 ประเด็นคือ 1.การจัดสรรเงินผ่านบัญชี 6 ของสำนักงานสาขาของ สปสช. ซึ่งเป็นงบด้านสุขภาพของประชาชน ที่ต้องจ่ายผ่านหน่วยบริการสุขภาพ แต่นำมาจ่ายผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ทำหน้าที่เป็น สปสช. สาขาจังหวัดตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งระเบียบนี้ไม่น่าจะถูกต้อง สธ.กับสปสช. ต้องหารือกัน เพื่อทำให้ถูกต้องตามระเบียบเงินบำรุงของสธ. 2.การจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงานที่ สปสช. จ่ายให้ตัวบุคคลโดยตรงนั้น ต้องหารือกันว่าจะใช้ระเบียบไหนในการจ่าย เพื่อให้ถูกต้อง ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างวิชาชีพเดียวกัน รวมทั้งระหว่างหน่วยบริการ 3.งบลงทุนเพื่อการทดแทน หรืองบค่าเสื่อม ที่ สตง. ทักท้วงในบางเรื่อง โดยสธ.จะทำหนังสือถึง สปสช. ให้ระงับการจัดซื้อจัดจ้างไปก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันในการแก้ปัญหา”นพ.วชิระ กล่าว







