
สนามประชาธิปไตยของยิ่งลักษณ์
คำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นคำฮิตที่นักการเมืองหยิบยกเอามาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ที่หลายคนยังไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน มวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล มวลชนที่ต่อต้านรัฐบาล ขอให้ได้พูดคำว่าประชาธิปไตยไว้ก่อนเสมือนกับยันต์กันผี พรรคการเมืองใช้คำนี้บ่อยมาก คิดอะไรไม่ออกก็พูดคำว่าประชาธิปไตย ในขณะที่การกระทำของพรรครัฐบาลนั้นตรงกันข้ามกับคำพูดโดยสิ้นเชิง ประชาชนที่รู้ไม่เท่าทันก็หลงไปกับการโฆษณาชวนเชื่อไปด้วย
คำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นคำฮิตที่นักการเมืองหยิบยกเอามาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ที่หลายคนยังไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน มวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล มวลชนที่ต่อต้านรัฐบาล ขอให้ได้พูดคำว่าประชาธิปไตยไว้ก่อนเสมือนกับยันต์กันผี พรรคการเมืองใช้คำนี้บ่อยมาก คิดอะไรไม่ออกก็พูดคำว่าประชาธิปไตย ในขณะที่การกระทำของพรรครัฐบาลนั้นตรงกันข้ามกับคำพูดโดยสิ้นเชิง ประชาชนที่รู้ไม่เท่าทันก็หลงไปกับการโฆษณาชวนเชื่อไปด้วย
คุณยิ่งลักษณ์พร่ำพูดเรื่อง “ประชาธิปไตย” ตลอดมา ถึงกับใช้คำพูดสวยหรูว่า “เธอจะต้องอยู่เพื่อรักษาประชาธิปไตย และพร้อมจะตายคาสนามประชาธิปไตย” คุณยิ่งลักษณ์จะเข้าใจหรือไม่ว่าประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริงอันเป็นสากลนั้นเขาหมายถึงอะไร เธอหารู้ไม่ว่า สองปีกว่าที่บริหารประเทศมา เธอและพวกได้ทำลายหลักการและ 7 เสาหลัก (Pillars) ของประชาธิปไตยจนเกือบจะสิ้นเชิง ทำลายอย่างไร เราจะจาระไนให้ฟัง
เสาหลักที่ 1 คือ “การเลือกตั้ง” (Election) ในระบอบประชาธิปไตยต้อง “เสรี เป็นธรรม” เสรีหมายถึงประชาชนมีอิสระในการเลือกคนที่ตนพอใจ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อามิสสินจ้าง การข่มขู่คุกคามจากใคร ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง รัฐบาลใช้ความได้เปรียบในเรื่องนี้ โดยพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นคำตอบทุกโจทย์ จนกระทั่ง โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นสองประเทศต้นแบบประชาธิปไตยออกมาชี้แจงว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น การเลือกตั้งไม่สามารถตอบโจทย์ประชาธิปไตยทั้งหมด ฯลฯ รัฐบาลเลยหงอยลงมาก
เสาหลักที่ 2 คือ ต้องมี “ความอดทนอดกลั้นทางการเมือง” (Political Tolerance) กับความเห็นต่างทางการเมือง แต่นี่กลับไปใช้อำนาจในการข่มขู่ คุกคาม ต่อชีวิตและทรัพย์สินของพรรคฝ่ายค้าน
และผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง รวมทั้งกระทำต่อประชาชนที่ออกมาทวงอธิปไตยของเขากลับคืนมา จนกลุ่ม กปปส.ล้มตายศพแล้วศพเล่าทับถมกัน ล่าสุด กลุ่ม กปปส.ตายไปแล้ว 21 คน บาดเจ็บ 734 คน อาการสาหัสยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 20 คน ไม่มีบ้านไหนเมืองไหนที่เป็นประชาธิปไตยที่มีการงัดเอาอาวุธสงครามมาถล่มต่อผู้เห็นต่างแทบเป็นรายวันในเมืองหลวงเช่นนี้ โดยที่รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไม่ทำอะไรเลย ตำรวจจับคนร้ายไม่ได้สักคน จนประชาชนทั่วไปเชื่อว่า รัฐบาล ตำรวจ คนร้ายเป็นเนื้อเดียวกัน การที่มี “ความรุนแรงทางการเมือง” (Political Violence) เกิดขึ้นแทบเป็นรายวันต่อผู้เห็นต่างสะท้อนว่า รัฐบาลลุแก่อำนาจและใช้อำนาจนั้นในทางที่ผิดหลักการประชาธิปไตย
เสาหลักที่ 3 คือ “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) การปกครองระบอบประชาธิปไตยต้องถือเอากฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดในการปกครองประเทศและต้องใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน นั่นคือหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม แต่รัฐบาลกลับข่มขู่ คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของคนที่เห็นต่างตลอดมา ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัด หากศาลและองค์กรอิสระตัดสินคดีที่ตนไม่พอใจก็ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวบอกว่าศาลเลว ชั่ว ไม่ยุติธรรม บรรดาลิ่วล้อก็ดาหน้าออกมาข่มขู่คุกคามศาลและองค์กรอิสระเหมือนกับประกาศว่า “กูคือกฎหมาย” รัฐบาลยิ่งลักษณ์และพวกเลือกที่จะใช้กฎหมายเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์กับตนเท่านั้น และเลือกใช้กฎหมายเป็นครั้งคราว เป็นเวลา หากบ้านเมืองใดมีการปกครองที่ไร้หลักนิติรัฐและนิติธรรม บ้านเมืองนั้นไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้
เสาหลักที่ 4 คือ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” (Freedom of Expression) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยถูกทำลายจนเหลือแต่ตอ สื่อมวลชนและคนที่มีความเห็นต่างถูกกดดัน ข่มขู่ คุกคาม ในทุกรูปแบบทั้งในและนอกกฎหมาย ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองใดที่สื่อมวลชนและประชาชนขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐบาลให้หลักประกัน แล้วบ้านเมืองนั้นจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
ไม่ต้องพูดถึงเสาหลักต้นที่ 5 “ความโปร่งใสและตรวจสอบได้” (Transparancy and Accountability) ซึ่งเป็นหัวใจอีกดวงของระบอบประชาธิปไตยเรื่อง “การตรวจสอบและถ่วงดุล” (Check and Balance) นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพยายามหลบหลีกการถูกตรวจสอบในทุกวิถีทาง ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตย โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โครงการรถไฟ 2 ล้านล้านบาท ล้วนแต่ไม่มีความโปร่งใส หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ นักธุรกิจกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากที่สุด
“การกระจายอำนาจ” (Decentralization) เป็นเสาหลักประการที่ 6 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 ได้กระจายอำนาจลงไปท้องถิ่นมากที่สุด รัฐบาลตามไปยึดกุมอำนาจตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นมาจนถึงส่วนกลาง เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองจะยึดกุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จและต่อเนื่องหลายปี เรื่องนี้ยังไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร
เสาที่ 7 “ภาคประชาสังคม” (Civil Society) ที่หลักการคือ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในการตัดสินปัญหาสำคัญของชาติ โครงการใหญ่ๆ ที่ประชาชนต้องใช้หนี้หัวโตถึงลูกหลาน แต่รัฐบาลไม่เคยถามประชาชนเลย อย่างไรก็ดี เป็นครั้งแรกที่ประชาชนทนไม่ไหวและรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งคานอำนาจรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลเป็นเผด็จการประชาธิปไตยมากเท่าไร ประชาชนยิ่งรวมตัวกันแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนดังที่เห็นกันอยู่
ประชาธิปไตยที่มี 7 เสาหลักนั้น จะทำให้บ้านเมืองพัฒนาประชาธิปไตยไปมากน้อยเพียงใดอยู่ที่ “คุณภาพของผู้นำ” (Leadership Quality) เป็นสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้คุณยิ่งลักษณ์สอบตก ถึงจะให้สอบซ้ำอีกก็คงตกเช่นเดิม
ท่านผู้อ่านลองพิจารณาด้วยตนเองก็แล้วกันว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นประชาธิปไตยจริงตามอ้างหรือไม่ ประชาชนต้องตื่นรู้ได้แล้วว่า รัฐบาลชุดนี้จริงๆ แล้วก็คือ “เผด็จการทุนนิยมสามานย์ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย” สมบูรณ์แบบนั่นเอง







