
เศรษฐกิจถดถอยหนี้ครัวเรือนพุ่งปรี๊ด
อัตราการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนของคนไทย ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
อัตราการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนของคนไทย ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งความหวังว่าอัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนในปีนี้จะเพิ่มในอัตราที่ชะลอลง
ธปท. ระบุว่า หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 82.3% เมื่อสิ้นปี 2556 จากระดับ 77.3% เมื่อสิ้นปี 2555
ความคาดหวังที่ ธปท. ฝากไว้ว่าแนวโน้มการเติบโตของหนี้ครัวเรือนในปีนี้จะช้าลง ก็เพราะเห็นว่านโยบายคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกได้หมดไปแล้ว นอกจากนี้ปัญหาการเมืองลากให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราชะลอลง ทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม
อย่างไรก็ดี ความคาดหวังของ ธปท. ที่คิดว่าหนี้ครัวเรือนจะลดลง อาจจะเป็นหมัน เพราะความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นเรื่องของสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ส่งผลกระทบกับคนทุกระดับ จากที่เป็นคนชั้นกลาง ตอนนี้เริ่มลามไปสู่คนชั้นบนและกลุ่มคนรากหญ้า
ในกลุ่มคนระดับบนนั้น ความมั่งคั่งลดลง จากมูลค่าสินทรัพย์ที่ด้อยค่าลง ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าหุ้นหรือราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมูลค่าลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะช่วงเศรษฐกิจขาลงจะมีแต่คนขายมากกว่าคนซื้อ
ส่วนคนชั้นกลางที่มีหนี้จากรถคันแรก ก็เผชิญกับความเสี่ยงจากงานที่ทำ และผลตอบแทนจากการทำงาน หากเป็นแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีและท่องเที่ยว ก็น่าห่วงจะมีรายได้ไม่เพิ่มขึ้น หรืออาจจะต้องลดลงจากการลดชั่วโมงทำงานเมื่อขายสินค้าและบริการได้น้อยลง อันเป็นผลกระทบมาจากปัญหาการเมือง ที่ทำให้ความเชื่อมั่นหดหาย คนชะลอการใช้จ่าย
บางรายอาจผ่อนส่งรถยนต์ไม่ไหว ต้องปล่อยให้หลุดมือโดนเจ้าหนี้บริษัทลีสซิ่งยึดไป
ส่วนกลุ่มรากหญ้าที่เคยอู้ฟู่ที่สุด จากที่เคยขายข้าวได้ในราคาสูง เพราะรัฐบาลใช้นโยบายประชานิยม รับจำนำข้าวราคาเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท และได้รับสินเชื่อผ่านบัตรเครดิตชาวนารายละประมาณ 3 หมื่นบาท เพื่อนำไปซื้อปัจจัยการผลิต ก็เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง กลายเป็นเงินฝืดเพราะรัฐบาลไม่มีเงินมาจ่ายค่าข้าวในช่วงนี้ ทำให้ต้องไล่ทวงหนี้รัฐบาลจ้าละหวั่น
ผลที่ตามมาคือ ชาวนาต้องหันไปกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่ายประทังชีวิตระหว่างรอทวงเงินจากรัฐบาลที่ไม่รู้จะได้เมื่อไหร่
แม้เหตุผลที่จะทำให้หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มากกว่าที่จะลดลง มีน้ำหนักมากกว่า แต่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ก็บอกว่า หนี้เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องทางเทคนิค เพราะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำทำให้สัดส่วนหนี้สูงขึ้น
“เท่าที่ติดตามดูหนี้ครัวเรือนชะลอลงแล้ว แต่มันสูงเพราะเศรษฐกิจโตได้น้อย เพราะถ้าดูจากสินเชื่อในภาพรวมก็ขยายตัวชะลอลงแล้วตามภาวะเศรษฐกิจ เดิมสินเชื่อโตระดับ 15% ก็ลดลงมาเหลือ 910% แต่จีดีพีมันยังอยู่ระดับเดิม” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
แต่หากพิจารณาจากข้อเท็จจริง ยิ่งน่าเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนมากเข้าไปอีก เพราะอัตราการขยายตัวของจีดีพีในปีนี้ ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง
แต่ไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณว่าจะแย่ เพราะปัญหาการเมืองที่ลากยาวมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ได้ทำให้ไตรมาสแรกของปีนี้ ดัชนีเศรษฐกิจดูด้อยลงทุกตัว ทั้งการบริโภค ดัชนีการผลิต การลงทุน การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย รัฐบาลขาดดุลเงินสดอย่างรุนแรง แถมอัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นสวนทางการตกต่ำของเศรษฐกิจ
หนี้ครัวเรือนจึงจะไปปูดในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันที่ปล่อยคนรายได้น้อย ซึ่งเป็นของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) ปล่อยกู้มากกว่าธนาคารพาณิชย์นั้น ยอมรับว่าประเภทหนี้กลุ่มนี้มีการผิดนัดชำระหนี้และเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น
ฉะนั้น มีความเป็นไปได้ทั้งสองทางว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำ โดย ธปท.ลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจไว้ 2.7% กระทรวงการคลังให้เศรษฐกิจปีนี้โต 2.6% ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเศรษฐกิจจะโตแค่ 1.8% แต่ที่มองเศรษฐกิจเลวร้ายที่สุด คือ ที่ปรึกษารัฐบาล วีรพงษ์ รามางกูร ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 0% หรืออาจจะติดลบ
แม้การมองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวติดลบ อาจจะไม่ได้รับการให้ความสำคัญ เนื่องจากที่ปรึกษารัฐบาลอาจจะพูดเกินเลยไป เพื่อให้ดูว่าปัญหาการเมืองที่ กปปส.เป็นผู้จุดชนวนเดินเกมให้ปฏิรูปประเทศ ดูเป็นผู้ร้ายทำลายเศรษฐกิจ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้จะเป็นไปไม่ได้ หากปัญหาการเมืองลากยาวนานไป และหากมีความรุนแรง ก็จะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายจีดีพีติดลบ คนไทยไม่แคล้วต้องตกงาน ลำบากไปตามๆ กัน
ฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แสดงความเป็นห่วงว่า การเติบโตของหนี้ครัวเรือนไทยจะคุกคามคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ โดยฟิทช์คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้เพียงแค่ 2.5% จะยิ่งทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น
การแสดงความเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นนี้ เป็นเพราะการที่หนี้ครัวเรือนสูงจะเป็นตัวบั่นทอนกำลังการบริโภคของประชาชน แม้รัฐบาลจะกระตุ้นกำลังซื้อเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางจะฟื้นได้ง่ายๆ
ดังนั้น หากหนี้ครัวเรือนสูงก็หมดโอกาสที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเน้นกระตุ้นที่การบริโภค ไม่ว่าจะฉีดเงิน ลดราคาสินค้าลง คนก็ไม่มีเงินซื้อ ฉะนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะต้องเปลี่ยนไปกระตุ้นที่การลงทุนจากรัฐหรือเอกชนก็ได้ สร้างงานเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่า
แต่ปัญหาการเมืองที่ลากยาว ก็ปิดประตูการลงทุนเช่นกัน เพราะการที่มีเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ก็สามารถทำงานได้เพียงงานทั่วไป จะมาประมูลโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไม่ได้ แม้กระทั่งจัดทำงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2558 ก็ยังทำไม่ได้เลย
ฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี หนี้ครัวเรือนก็ยากที่จะลดลง การกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยิ่งทำได้ยาก ถึงจะใช้นโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ยก็ทำได้จำกัด เพราะหากมีหนี้เกินสัดส่วนรายได้และความสามารถในการชำระหนี้แล้ว
ก็ไม่มีทางที่จะมีใครปล่อยกู้ให้
ไม่มีทางที่การบริโภคจะกลับมาง่ายๆ
ทางออกที่ดีที่สุด คือ ต้องจบปัญหาการเมืองให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจทรุดลงไป และคนไทยลำบากมากขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่







