
ปมโยกถวิลทางด่วงสอยยิ่งลักษณ์
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ดีเดย์ 2 เม.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน กลุ่ม 40 สว. นำรายชื่อ 27 สว. ขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 268 จากกรณีโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือไม่
คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีร้อนที่รุมเร้าเขย่าเก้าอี้นายกฯ ที่สำคัญประเมินแล้วอาจจะเป็น “ทางด่วน” ที่ทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พ้นสภาพได้อย่างรวดเร็วที่สุด
อีกทั้งอาจส่งผลสะเทือนให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งยวงได้ เข้าสู่สภาวะสุญญากาศทางการเมืองทันที เข้าทางฝั่งตรงข้ามรัฐบาลที่พยายามผลักดันนายกฯคนกลาง ตั้งสภาประชาชนลุย “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง”
เรียกได้ว่าเป็น “ดาบเดียว” ที่มีอานุภาพรุนแรง และถือเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ต่อทิศทางการเมืองว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรในสภาวะ “เดดล็อก” เวลานี้
คดีนี้ต่างจากคดีอื่นๆ โดยเฉพาะคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่หลายฝ่ายจับจ้อง ตรงที่แม้ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่ก็มีผลเพียงแค่ให้นายกฯ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้พ้นจากสถานะนายกฯ รักษาการ
ในช่วงนั้น รองนายกฯ ลำดับแรก คือ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็จะขึ้นมาทำหน้าที่แทนนายกฯ รักษาการต่อไป ไม่มีผลให้เกิดสภาวะสุญญากาศเปิดช่องให้เดินหน้าไปในเงื่อนไขพิเศษได้
ครั้นหากจะหวังกลไก “วุฒิสภา” ที่จะมารับไม้ต่อจาก ป.ป.ช. หลังชี้มูล เพื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอน ซึ่งจะต้องใช้เสียงที่ประชุมประมาณ 90 เสียงชี้ขาดให้นายกฯ สิ้นสภาพความเป็นนายกฯ ก็คงจะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะหากพิจารณาดูรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็น สว. 77 จังหวัด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีร่างทรงจากฝ่ายการเมืองเข้ามาจำนวนไม่น้อย
ที่สำคัญระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนย่อมต้องใช้เวลาอีกนาน โดยเฉพาะขั้นตอนที่เวลานี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ซึ่งได้ชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ด้วยตัวเอง พร้อมเปิดเกมยื้อขอให้ ป.ป.ช.ดำเนินการใน 2 ประเด็น คือ ให้สอบพยานบุคคลรวม 11 ปาก และขอส่งเอกสารเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก
ดังนั้น ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจึงรอลุ้นกับคดีโยกย้ายถวิลมากกว่าคดีที่อยู่ในมือองค์กรอิสระคดีอื่นๆ เพราะนอกจากระยะเวลาที่ค่อนข้างรวดเร็วแล้ว ในแง่ “เนื้อหา” ยังส่อจะเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่ชอบ อ้างอิงตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 7มี.ค.ที่ผ่านมา ที่วินิจฉัยให้คำสั่งโยกย้ายถวิลพ้นตำแหน่งเลขาฯ สมช. เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้คืนตำแหน่งภายใน 45 วัน
ทั้งนี้ จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ระบุว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ถวิลปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีประสิทธิภาพ มีข้อบกพร่อง หรือไม่สนองนโยบายของรัฐบาล จนเป็นผลให้ต้องโอนย้ายได้ตามความเหมาะสม เท่ากับว่าฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจดุลพินิจในการโอนย้ายถวิลโดยไม่มีเหตุผลรองรับ จึงถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบอันเป็นเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นั่นย่อมเพิ่มน้ำหนักให้ประเด็นที่ไพบูลย์ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนั้นของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เข้าข่ายขัดมาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่
ไล่เรียงดูทีละประเด็น มาตรา 182 (7) ระบุว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อกระทำการอันต้องห้าม ตามมาตรา 267, 268 หรือ 269 โดยมาตรา 268 ระบุว่า นายกฯ และรัฐมนตรี จะกระทำการใดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 มิได้ เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือที่กฎหมายบัญญัติ
เมื่อดูต่อไปที่มาตรา 266 (2) ระบุชัดว่า สส. และ สว. ต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง
หากย้อนไปดูถึงที่มาที่ไปของการโยกย้ายถวิลครั้งนั้น เป็นที่เคลือบแคลงว่าเป็นการย้ายเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ญาตินายกฯ ยิ่งลักษณ์ มาเป็น ผบ.ตร. จึงต้องขยับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ขณะนั้นไปนั่งเก้าอี้ เลขาฯ สมช.
ปมนี้จึงยิ่งสอดรับกับการตั้งประเด็นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายเข้าข่ายเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้อื่น หรือพรรคการเมือง ไม่ว่าจะ “ทางตรง” หรือ “ทางอ้อม” หรือไม่
แต่แน่นอนว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญว่าจะวินิจฉัยอย่างไรต่อไป เริ่มตั้งแต่ว่าจะรับคำร้องหรือไม่ หากรับแล้วจะวินิจฉัยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์พ้นสภาพนายกฯ หรือไม่ ในกรณีที่ไม่รับคำร้อง หรือรับแล้วต่อมามีคำวินิจฉัยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่พ้นสภาพ ก็จะสามารถประคับประคองตัวฝ่ากระแสรุมเร้าการเมืองต่อไป ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาลก็คงต้องกลับไปลุ้นคดีอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขององค์กรอิสระ
แต่หากในกรณีวินิจฉัยว่านายกฯ พ้นสภาพก็จะต้องถกเถียงกันต่อไป ทำให้ ครม.พ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกันอย่างที่ไพบูลย์ประเมินหรือไม่ เพราะทางฝั่งรัฐบาลเองก็มีข้อถกเถียงว่านี่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของตำแหน่งนายกฯ รักษาการ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่พ้นสภาพไปหลังยุบสภา วันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ปัจจุบันยังทำหน้าที่แค่รักษาการ ดังนั้น แม้นายกฯ รักษาการจะพ้นตำแหน่ง ก็ไม่สะเทือนถึงตำแหน่งรัฐมนตรีรักษาการคนอื่นๆ ที่จะขึ้นมาทำหน้าที่ต่อไปได้
คดีนี้จึงถือเป็นอีกคดีสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นหรือสร้างเงื่อนไขทำให้บรรยากาศตีบตันมากยิ่งขึ้น







